วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานกับดักชีวิตของมนุษย์เงินเดือน

The Money Traps

ชีวิตคนบางคนอาจเริ่มต้นที่การติดลบคือมีภาระหนี้สินก่อนที่จะสร้างรายได้ คุณอาจนึกไม่ออก ขอยกตัวอย่าง ครอบครัวที่มีภาระหนี้สินบ้าน,รถ หรือ เกิดเหตุต้องสูญเสียเงินจำนวนมากในการรักษาความเจ็บป่วย ย่อมส่งผลให้ลูกซึ่งเป็นเด็กและยังเรียนไม่จบต้องช่วยรับผิดชอบกับหนี้สินเหล่านั้น




เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เป็นไปได้มากที่เด็กคนนี้จะเรียนไม่จบเพราะต้องออกมาทำงานก่อน และเมื่อเรียนไม่จบ งานที่เขาจะทำได้ก็เป็นพนักงานชั่วคราว (Casual worker) รับรายได้เป็นวัน(wages) ซึ่งรายได้น้อยมาก

ในขณะที่เขายังมีภาระเกี่ยวกับหนี้สิน สิ้นเดือนเมื่อได้รับเงินก็แบ่งส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือก็เพียงพอแค่การใช้จนสิ้นเดือน แล้วก็รอรับเงินเดือนใหม่ ชีวิตเขาจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ ผ่านไปปีแล้วปีเล่า
และผลจากการที่เขาทำงานหลายปี เขาได้พัฒนาจากเป็นพนักงานประจำตำแหน่งเล็กๆ และจากรับรายได้รายวันก็เปลี่ยนเป็นรับรายได้แบบเงินเดือน นั่นยิ่งทำให้เขาเรียนรู้ว่าการที่วุฒิการศึกษาน้อยโอกาสจะก้าวหน้าได้รับเงินเดือนมากๆ เป็นเรื่องยาก แม้ว่าจะทำงานขยันอย่างไร เพราะตลอดเวลาทีผ่านมาคนที่จบสูงๆ เข้ามาทำงานได้ก้าวข้ามเขาไปคนแล้วคนเล่า แต่อย่างน้อยการเป็นมนุษย์เงินเดือนก็เป็นเพียงหนทางเดียวที่เขาคิดออกตอนนี้ ทำให้เขาพยายามเจียดรายได้ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสะสมไว้เป็นทุนสำหรับการศึกษาต่อ
Bangkok Eye


เขาไตร่ตรองอยู่นานจึงเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัยเปิด เพราะการเรียนต่อภาคค่ำ ต้องใช้เงินและเวลามากพอสมควร เพราะช่วงเวลาเลิกงานตอนเย็นเป็นเวลาที่รถติดมากใครๆ ก็รู้  ดังนั้นหากเขาเรียนภาคค่ำเขาต้องรีบออกจากสำนักงานเพื่อไปให้ทันเรียน ซึ่งจะทำให้หัวหน้างานมองว่าไม่ใส่ใจงาน แต่ถ้าเขาออกช้าก็จะเกิดค่าใช้จ่ายพิเศษในการเดินทางทุกเย็น และภาวะของเขาก็ไม่ได้อำนวยที่จะทำแบบนั้น

การเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเปิดค่าหน่วยกิจไม่แพง ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายเพราะสามารถเลือกเรียนจำนวนรายวิชาตามที่เขาสามารถจ่ายไหว และดาวน์โหลดวิดีทัศน์(Vdo)มาดูการสอนของอาจารย์หลังเลิกงาน เพราะเขาเชื่อว่าคงไม่มีโอกาสเข้าเรียนในคลาสแน่นอน
Building in the city
กว่าจะเรียนจบก็ผ่านมา 6 ปี ไม่ใช่เขาไม่ขยัน แต่เวลากับเงินมันไม่อำนวย การเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดต้องใช้ลูกอึดมากสำหรับคนที่ทำงานไปเรียนไป เขาเอาวุฒิการศึกษาไปยื่นที่บริษัทฯ เพื่อขอปรับรายได้ให้สูงขึ้น

แต่เงินเดือนที่ได้ปรับมันแทบไม่คุ้มกับเวลา 6 ปี และความทนทรมานที่สูญเสียไปสักเท่าไหร่
เวลาที่มีในแต่ละวันก็หมดไปกับงานและการอ่านหนังสือหลังเลิกงาน และถ้าอยากได้รายได้ต่อเดือนสูงขึ้นอีก เขาก็ต้องเรียนเพิ่มขึ้นเพื่อให้วุฒิสูงขึ้นอีก ชีวิตเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่เขาจะเลือกอะไรได้ในเมื่อทุกๆ บริษัทก็เป็นแบบนี้
ชีวิตเขายังคงดำเนินต่อไป หน้าที่การงานดีขึ้น แต่เพราะเวลาที่ผ่านมาเงินเฟ้อมันเพิ่มอยู่ทุกปี และรายได้ที่อุตสาห์ดั้นด้นเพื่อให้ได้มาก็ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างใจหวัง แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาสามารถเคลียร์หนี้สินเดิมของครอบครัวได้ นานวันเข้าเขาก็รับรายได้สูงขึ้น และเขาก็พบอีกว่าภาษีสังคมและภาษีที่ส่งให้รัฐ (TAX)ก็เพิ่มมากเป็นเงา

และเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายด้านภาษี เขาซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้นซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองเพราะบ้านใหม่ในเมืองแพงมาก แต่เพราะการอยู่นอกเมืองการใช้รถเป็นเรื่องจำเป็นมาก จากรถคันเล็ก 1 คัน ก็จำเป็นต้องซื้อรถคันใหญ่เพิ่มอีก 1 คันเพื่อรองรับลูก 2 คนที่โตขึ้น และชีวิตที่ผ่านมาของเขาผ่านความยากลำบากมา เขาจึงพยายามส่งลูกให้เล่าเรียนในโรงเรียนที่คาดหวังว่า เมื่อลูกโตขึ้นจะได้อยู่ในสังคมที่ดี ซึ่งแน่นอนว่าโรงเรียนแบบนี้ ค่าเล่าเรียนก็แพงลิบลิ่ว ถึงตอนนี้เขารู้ว่าตัวเองมีพันธะที่จะผิดพลาดไม่ได้เลย เขาจึงซื้อประกันชีวิต ด้านหนึ่งเพราะต้องการลดภาษี และอีกด้านหนึ่งเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น แต่หากต้องการประกันความเสี่ยงเขาจำเป็นต้องซื้อทุนสูงๆ ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะรายได้ของเขาตอนนี้ถูกตรึงอยู่ด้วยสิ่งที่เขาสร้างไว้เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนต่างๆ

ถึงวันนี้ดูเหมือนชีวิตเขาดีขึ้นมาก แต่อีกมุมหนึ่ง เขาติดกับดักชีวิตเข้าให้อย่างจัง! เขาปลดหนี้ของครอบครัวปฐมได้ แต่กลับมาเป็นหนี้กับครอบครัวตัวเอง เขาแค่รู้สึกว่า พลาดไม่ได้ ความเครียดและความกดดันที่เคยหายไปก็ย้อนกลับมาสู่ชีวิตเขาอีกครั้ง ราวกับว่าทุกอย่างมันคือประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ชีวิตแบบนี้คือคำตอบของชีวิตเขาจริงหรือ?


Reactions:

0 comments:

แสดงความคิดเห็น