วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ฟังก์ชัน OFFSET ใน Excel ใช้ทำอะไร

รูปแบบของฟังก์ชั่น(ไวยากรณ์)

OFFSET (reference,rows,cols,height,width)


มาดูความหมายของแต่ละตัวในฟังก์ชัน OFFSET
  1. Reference คือเซลล์ที่ถูกอ้างอิง และเป็นฐานของฟังก์ชันออฟเซต
  2. Rows เป็นจำนวนของแถว ที่นับขึ้นหรือนับลงจากเซลล์ที่อ้างอิงตามค่าที่กำหนด โดยยึดเซลล์ที่อ้างอิงเป็นตำแหน่งที่ 0 และ นับลงถ้าเป็นจำนวนบวก(หมายถึงอยู่ล่างเซลล์อ้างอิง) และนับขึ้นถ้าเป็นค่าติดลบจะนับขึ้น (หมายถึงอยู่เหนือเซลล์อ้างอิง
  3. Cols เป็นจำนวนคอลัมน์ที่นับไปทางซ้ายหรือขวา โดยกำหนดให้เซลล์อ้างอิงเป็นตำแหน่ง 0 และถ้าเป็นค่าลบให้นับไปทางซ้ายจากเซลล์อ้างอิง และนับไปทางขวาถ้าเป็นค่าบวก
  4. Height เป็นความสูงหรือจำนวน Row ทั้งหมดที่ต้องการคำนวณ ซึ่งเป็นได้ทั้งจำนวนบวกและลบ โดยยึดเซลล์อ้างอิงเป็นตำแหน่งที่ 1
  5. Width เป็นความกว้างหรือจำนวน Column ที่ต้องการคำนวณ ซึ่งเป็นได้ทั้งจำนวนบวกและลบ โดยยึดเซลล์อ้างอิงเป็นตำแหน่งที่ 1
  6. ถ้า height หรือ width ถูกละไว้ จะเท่ากับค่าที่อ้างอิง
  7. ฟังก์ชัน Offset นี้มักไม่ค่อยใช้แบบลอยๆ เพราะจะแสดงค่าผิดพลาดถ้าผลลัพธ์ที่ได้เป็นช่วงข้อมูล(หลายเซลล์) เช่น สมมติผลลัพธ์เป็น =B4:C5 จะให้ผลลัพธ์เป็น #VALUE! (ค่าความผิดพลาด) ดังนั้นปกติแล้วมักใช้ฟังก์ชันอื่นมาครอบฟังก์ชัน OFFSET อีกที เช่นฟังก์ชั่น Sum
Sample of using Offset in Excel

อธิบายการแทนค่าในฟังก์ชันจากรูปตัวอ่างประกาอบการใช้ฟังก์ชัน OFFSET
ตัวอย่างที่ 1ผลลัพธ์ที่ 1 คำตอบเท่ากับ 5
OFFSET (B2, 0, 0, 1, 1)=B2(ค่าในเซลล์ B2)
  1. Reference - เซลล์อ้างอิงคือ B2 หรือ พิกัด 0
  2. Rows - แถวห่างจาก B2 ไป 0 แถว คือ ยังอยู่ที่เซลล์ B2
  3. Cols - คอลัมน์ห่างจาก B2 ไป 0 แถว คือ ยังอยู่ที่เซลล์ B2
  4. Height - ความสูงของข้อมูล 1 เซลล์ คือ เซลล์เดิม B2
  5. Width - ความกว้างของข้อมูล 1 เซลล์ คือ เซลล์เดิม B2
ตัวอย่างที่ 2ผลลัพธ์ที่ 2 คำตอบเท่ากับ 71
OFFSET (B2, 1, 2, 2, 2)=D3:E4 (ค่าในช่วงเซลล์ D3 ถึง E4)
  1. Reference - เซลล์อ้างอิงคือ B2 หรือ พิกัด 0
  2. Rows - ห่างจาก B2 ไป 1 แถว,ค่าบวก, ให้นับลง 1 เซลล์ จาก B2 คือเซลล์ B3 ซึ่งจะกลายเป็นเซลล์อ้างอิงใหม่
  3. Cols - ห่างจากเซลล์อ้างอิงไป 2 คอลัมภ์,เป็นค่าบวก ให้นับไปทางขวาจาก B3 ตกที่เซลล์ D3 ซึ่งกลายเป็นเซลล์อ้างอิงใหม่
  4. Height - ความสูงของข้อมูล 2 เซลล์และเป็นค่าบวก ใช้เซลล์ D3 เป็นพิกัด 1 นับลงมา 1 เซลล์ รวมเป็น 2 เซลล์ ค่าอ้างอิงใหม่คือช่วงเซลล์ D3:D4
  5. Width - ความกว้างของข้อมูล 2 เซลล์และเป็นค่าบวก ใช้ช่วงเซลล์ D3:D4 เป็นพิกัด 1 นับไปทางขวาอีก 1 เซลล์ รวมเป็นช่วงเซลล์ D3:E4
ตัวอย่างที่ 3ผลลัพธ์ที่ 3 คำตอบเท่ากับ 219
OFFSET (B6, -1, 2, -1, -3)=B5:D5 (ค่าในช่วงเซลล์ B5 ถึง D5)
  1. Reference - เซลล์อ้างอิงคือ B6 หรือ พิกัด 0
  2. Rows - แถวห่าง B2 ไป -1 แถว,ค่าลบ, นับขึ้นจาก B6 คือเซลล์ B5 ซึ่งกลายเป็นเซลล์อ้างอิงใหม่
  3. Cols - คอลัมน์ห่างไป 2 แถวเป็นค่าบวก นับจาก B5 ไปทางขวาตกที่เซลล์ D5 ซึ่งจะกลายเป็นเซลล์อ้างอิงใหม่
  4. Height - ความสูงของข้อมูล -1 เป็นค่าลบ ให้ยึดเซลล์ D5 เป็นพิกัด 1 ค่าอ้างอิงยังเป็น D5
  5. Width - ความกว้างของข้อมูล -3 เซลล์และเป็นค่าลบ ใช้ D5 เป็นพิกัด 1 นับไปทางซ้ายอีก 2 เซลล์ รวมเป็นช่วงเซลล์ B5:D5
***ถ้าเราใช้ฟังก์ชันนี้เพื่อหาช่วงของเซลล์ โดยไม่ครอบสูตรอื่น ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดง #VALUE! หรือ ค่าความผิดพลาด

Reactions:

0 comments:

แสดงความคิดเห็น