Search

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ งาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

ชีวิต Self Employed

มีชายชาวจีนคนหนึ่ง ชื่อว่า อาชง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจากรถชน เมื่อเขาฟื้นได้สติ พบว่าตัวเองนอนอยู่ในโรงพยาบาล  อาชง จึงถาม พยาบาลว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา
"เราเสียใจด้วย คุณได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถชนที่รุนแรงมาก"
"รถชน!  รถเบนซ์ของผม! รถเบนซ์ของผม! รถผมไม่มีอะไรเสียหายใช่ไม๊”  อาชงถามเหมือนคนประสาทเสีย
"รถของคุณอยู่ในสภาพเสียหายใช้การไม่ได้ แต่นั่นยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้คุณเสียแขนซ้ายไป และเราเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้” พยาบาลตอบแสดงความเสียใจ

“ผมเสียแขนไป  โรเล็กซ์ของผม นาฬิกาโรเล็กซ์ของผม”
“ใจเย็นๆ อย่าพึ่งกังวลเรื่องนั้น ตอนนี้คุณอยู่ในสภาพที่น่าวิตกมาก และครอบครัวก็รอพบคุณอยู่”

เขาขอให้ครอบครัวเข้ามาพบ ขณะที่ทุกคนยืนล้อมเตียง เขาไล่เรียงเรียกชื่อทีละคน
“เมียที่รัก คุณอยู่ที่นี่รึเปล่า”            "ฉันอยู่ที่นี่แล้ว ฉันจะไม่จากคุณไป"
“อาตี๋ ลูกอยู่ที่นี่ด้วยใช่ไหม”            "ผมอยู่ที่นี่ครับ ผมจะไม่ทิ้งพ่อไป"
“อาหมวย ลูกก็อยู่ที่นี่ใช่ไหม           "หนูอยู่ที่นี่ค่ะพ่อ หนูจะไม่ทิ้งพ่อคะ"

"อืม....  ถ้าพวกเธอทั้งหมดอยู่ที่นี่"  อาชงพูดอย่างครุ่นคิด
แล้ว ไอ้บ้าคนไหน ที่กำลังเฝ้าร้านหา ?!!!!!



There was once an Chinese man called Ah Chong who was involved in a terrible car accident.
In the hospital, when he gained his consciousness, he called out for the nurse to know what had happened to him.
I'm very sorry, sir, but you had involved in a very bad car crash".
Car crash! My Mercedes! My Mercedes! Is my car all right?" he asked hysterically.
"Sir, your car was destroyed, but that is the least of your worries. You've lost your left arm in the crash, and we were unable to save it", she said apologetically.

"I lost my arm? My Rolex! My Rolex!"

"Sir, please calm down. That is the least of your worries. You are in a very critical condition and all your family are here to see you".

He asked for his family to be called in. As they gathered around the bed, he called for each of them.

"Wife, are you here?" "I am here husband, and I will never leave you."

"Son, are you here?" "I am here father, and I will never leave you."

"Daughter, are you here?" "I am here father, and I will never leave you."

"Well," said Ah Chong thoughtfully, "if all of you are here.

WHO THE HELL IS LOOKING AFTER THE SHOP?!!!!"

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

คำวิจารณ์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอ

ผู้พันผู้ทรหด
ผู้พันฮาร์แลน แซนเดอร์ สูญเสียธุรกิจตอนอายุ 66 ปี และ มีชีวิตอยู่ด้วยเงินประกันสังคม  แต่ผู้พันไม่เคยท้อแท้  ท่านเดินทางไปตามเมืองต่างๆ เพื่อบอกขายสูตรไก่ทอด ที่ท่านคิดขึ้นมา เชื่อหรือไม่ว่า ผู้พันถูกปฎิเสธถึง 1009 ครั้ง ก่อนที่จะมีคนตอบ "ตกลง" จากนั้น ผู้พันแซนเดอร์ ได้กลายเป็นมหาเศรษฐี ในขณะที่ คนวัยเดียวกันปลดเกษียณและมีชีวิตอยู่ด้วยเงินประกันสังคม

ผู้พันแซนเดอร์ เป็นคนกล้าหาญและไม่ท้อถอย เพราะฉะนั้น ถ้าครั้งไหนที่เรารู้สึกกลัว หรือ ไม่กล้าก็ให้คิดถึงหน้าคุณลุงหนวดขาว ที่ยืนหน้าร้าน ไก่ทอด KFC


"จงทำในสิ่งที่จิตสำนึกบอกว่าถูกต้อง เพราะ ยังไงคุณก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ดี ไม่ว่าจะทำหรือไม่ก็ตาม" เอเลนอร์ รูสเวลต์ ภริยาอดีตประธานาธิบดี แฟรงคลิน รูสเวลต์

บางครั้งเราก็มักติดอยู่กับ ค่านิยมในสังคม ที่ๆเราดำเนินชีวิตมา จนเกิดความเคยชิน และ กลัวการถูกปฏิเสธ ทำให้เรายังยึดติดอยู่กับความกลัวในคำวิจารณ์ ของคนรอบข้างทั้งที่ลึกๆ เราก็รู้ว่า ยังไงก็หนีไม่พ้นจากคำวิจารณ์ เหล่านั้น


"สำหรับผู้ชนะ ความพ่ายแพ้ เป็นแรงกระตุ้นให้เอาชนะ สำหรับผู้แพ้ ความพ่ายแพ้ เอาชนะพวกเขาได้" Rich dad Poor dad, Robert T. Kiyosaki

และผู้ชนะกับผู้แพ้ มักต่างกันที่มุมมองของการเป็นผู้แพ้ ในครั้งแรก, ต่างกันในวิธีคิดเรื่องความพ่ายแพ้ และ การใช้ความพ่ายแพ้ ด้วยวิธีที่ต่างกัน

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

อ่านใครเอาเนยแข็งของฉันไป (นะ)

Who moved my cheese?


Who moved my cheese?
เรื่องสั้น ที่ Spencer Johnson, MD.ได้เขียนไว้ กับ ข้อคิดดีๆ ในความเรียบๆ อย่างมาก....

สัญชาติญาณทําให้เราป้องกันและต่อสู้ เพื่อครอบครอง แต่การครอบครอง ทําให้เรายึดติด

และการยึดติดทำให้หลายๆ คน ไม่สามารถก้าวผ่านความเปลื่ยนแปลงนั้นได้ ดังนั้น จึงมีคํากล่าวว่าการเปลี่ยนแปลง ทําให้ ต้องเจ็บปวด


ณ สถานที่แห่งหนึ่ง สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ 4 ชีวิต วิ่งวนอยู่ในเขาวงกต ที่มีทางเดินแคบๆ มีห้องมากมาย เพื่อหาเนยแข็งมาเลี้ยงชีวิต และทําให้ตัวเองมีความสุข

ทั้ง 4 ชีวิต มีหนู 2 ตัว ชื่อ สนิฟฟ์ และ สเคอร์รี่ มีสมองเหมือนหนูทั่วๆไป พร้อมกับสัญชาตญาณแบบหนูๆ ส่วนอีก 2 นั้นเป็นมนุษย์ตัวจิ๋ว ขนาดเท่าหนู ชื่อ เฮม และ ฮอว์


ด้วยสัญชาตญาณของหนู สนิฟฟ์ กับ สเคอร์รี่ ทั้งสองทำงานเป็นทีมโดย สนิฟฟ์ ใช้จมูกคอยดมกลิ่นเนยแข็ง ตามเส้นทางที่ผ่าน โดยมี สเคอร์รี่ ทำหน้าที่เป็นเนวิเกเตอร์คอยนำทาง ทั้งคู่ใช้วิธีการง่ายๆ เบสิคๆ กับการลองผิดลองถูก อาจมีวิ่งชนผนังบ้าง แต่สักพักทั้งคู่ก็จะหาทางเจอ
rat and cheese
ส่วนมนุษย์จิ๋ว เฮม กับ ฮอว์ ใช้ความคิดและการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตเช่นเดียวกับพวกหนู พวกเขา อาศัยสมองที่ซับซ้อนหาวิธีที่เลอเลิศ เพื่อหาเนยแข็ง แต่บางครั้งด้วยสมองที่มีความเชื่อและอารมณ์มากมาย ทําให้บดบังวิธีพิจารณาสิ่งต่างๆ

และแล้ว ทั้งสี่ก็พบสถานีเนยแข็งแรก ทุกๆ เช้า พวกเขาจะตรงไปยังสถานีเนยแข็ง จนกลายเป็นกิจวัตร

ทุกๆ วัน เจ้าหนู สนิฟฟ์ กับ สเคอร์รี่ ยังคงวิ่งไปสถานีเนยแข็ง ด้วยเส้นทางเดิมเสมอ

ในส่วน เฮม กับ ฮอว์ แรกๆ ยังเป็นเช่นเดียวกันเจ้าหนูทั้งสอง

แต่นานวันเข้า พวกเขาเริ่มตื่นสาย แต่งตัวช้าลง เปลี่ยนจากวิ่ง เป็น เดิน เพราะทั้ง เฮม และ ฮอว์ มั่นใจว่าเนยแข็งจะยังอยู่ที่นั่นรอคอยเขาทั้งสองเสมอ

และเพื่อความสะดวกมากขึ้น ทั้งสอง จึงย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ๆ กับสถานีเนยแข็ง เวลาผ่านไปนานวันเข้าทั้ง เฮม และ ฮอว์ ยิ่งเกิดความแน่ใจว่าเนยแข็งจะไม่มีวันหมด จนกลายเป็นความมั่นใจ, ภูมิใจ และลึกๆ ก็เกิดความยโส ในความสำเร็จ


ต่อมาเช้าวันหนึ่ง หนู สนิฟฟ์ และ สเคอร์รี่ มาถึงสถานีแล้วพบว่าไม่มีเนยแข็งเหลืออยู่แล้ว เจ้าหนูทั้งสองไม่ตกใจ เพราะสังเกตมาตลอดว่า ปริมาณของเนยแข็งในสถานีนั้นลดลงทุกวัน และด้วยสัญชาตญาณ แบบหนูๆ ทั้งคู่ก็เริ่มออกหาเนยแข็งแห่งใหม่

ในส่วนของ เฮม กับ ฮอว์ มาถึงสถานีเนยแข็งเมื่อสายแล้ว ก็พบว่าเนยแข็งหายไปหมด ทั้งสองช็อกกับเหตุการณ์ตรงหน้า

เฮม ร้องลั่น"ไม่มีเนยแข็ง เป็นไปได้ยังไง?" "ใครเอาเนยแข็งของฉันไป"

ส่วน ฮอว์ นั้นตกใจ และ ไม่พร้อมที่จะรับรู้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำเป็นไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น

ซึ่งพฤติกรรมของทั้งสอง ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังคงวนเวียนที่สถานีที่ไม่มีเนยแข็งแห่งนี้ แล้วมัวแต่คิดค้นหา ว่ามันหายไปไหน หายไปได้อย่างไร


หากลองเปรียบเทียบ มูลค่าของเนยแข็งในใจ ของ เฮม และ ฮอว์

สำหรับ เฮม คือ ความยิ่งใหญ่ และอำนาจที่สั่งคนอื่นได้ เป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่

ส่วน ฮอว์ คือ ความปลอดภัย และ ความมั่นคงในชีวิต

เมื่อวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งแน่ใจว่าไม่มีวันที่จะได้เห็นเนยแข็งอีก พวกเขายิ่งเป็นทุกข์ หงุดหงิด โมโห โทษกันเอง กับสภาพที่เป็นอยู่

เฮม คิดถึงความสะดวกสบายที่ผ่านมา เฝ้าคิดว่าทำไมเนยแข็งหายไป ความสบายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้ เฮม เกิดความรู้สึกว่าโลกข้างนอกไม่ปลอดภัย เขาไม่อยากออกไปข้างนอก เขากลัวความผิดพลาดหากต้องเริ่มต้นหาเนยแข็งใหม่ เพราะรู้สึกว่าตัวเองแก่เกินไปแล้ว

ส่วน ฮอว์ เขาคิดทบทวนสาเหตุที่เนยแข็งหายไป อาจเป็นเพราะเนยแข็งเก่า มีราขึ้น และตัวเขาเองก็ไม่เคย ได้สังเกตในสิ่งนี้ แม้ในขณะนี้ ฮอว์ ก็รู้สึกกลัวเช่นกันแต่เขาก็ทนรออย่างไม่มีความหวังใดๆ ต่อไปไม่ไหว


ฮอว์ เริ่มออกวิ่งเพื่อค้นหาเนยแข็งอีกครั้ง ด้วยความไม่มั่นใจอะไรเลย แรกๆเขาหลงทาง ทำให้ต้องลองค้นหาเส้นทางใหม่ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ฮอว์ ก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่เขากลัวคือ เขากลัวที่ต้องออกเดินทางตามลำพัง ซึ่งตอนนั้นเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร และก็ได้รู้ว่าเจ้าความกลัวนี้ได้จองจำตัวเขาไว้ และการเลือกเดินในเส้นทางใหม่ๆ ทำให้เขาได้รู้ได้เห็นอะไรมากกว่าเดิม และหลุดพ้นจากความกลัวได้มากขึ้น

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เขาเคยคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้ทุกอย่างแย่ลง เดี๋ยวนี้เขารู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงอาจนำไปสู่ทางที่ดีขึ้น

ฮอว์ตรงไปตามทางสายใหม่ ในที่สุดเขาก็พบสถานีเนยแข็ง ที่มีเนยแข็งกองพะเนินมากมาย อย่างไม่เคยพบมาก่อน และที่นี่ เขาได้พบกับ เจ้าหนู สนิฟฟ์ และ สเคอร์รี่อยู่ที่นั่นด้วย... หนูทั้งสอง มาล่วงหน้าได้สักพักใหญ่แล้ว

ถึงตอนนี้ ฮอว์ได้แต่คิดหวังว่าเขาจะได้พบ เฮม ที่สถานีเนยแข็งแห่งนี้ในวันใดวันหนึ่ง