Search

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้เสียภาษี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้เสียภาษี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลดภาษีด้วยการซื้อประกันชีวิต

กับคำถามที่ว่าการซื้อประกันชีวิตเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดใช่หรือไม่?
ถ้าให้ตอบตามความคิดส่วนตัว คือ ไม่ใช่เลย

เพราะอย่างไรก็ตาม ดอกผลที่ได้จากการประกันชีวิตไม่ได้สูงเลย เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นทุน โดยเฉพาะถ้าเป็นการลงทุนระยะยาว

แต่การประกันชีวิตมีคุณสมบัติหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดขายกว่าการลงทุนอื่นๆ ตรงที่มีการคุ้มครองความเสี่ยง

ซึ่งถ้าผู้ซื้อประกันเกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น ขณะที่ยังชำระค่างวดประกันไม่ครบ ทายาทที่อยู่ด้านหลัง ก็ยังได้รับเงินทุนประกันตามกรมธรรม์

และในขณะเดียวกันการซื้อประกันก็สามารถนำเบี้ยที่ชำระทุนประกันมาลดหย่อนภาษีในปีนั้นๆ ได้อีกด้วย

แบบประกันที่นำมาหักลดหย่อนภาษีได้มีอยู่ 2 แบบหลักๆ ซึ่งกฏหมายกำหนดไว้ไม่เท่ากัน

Must make it until payday-picture from pinterest.com
credit photo: pinterest.com
  • ประกันแบบสะสมทรัพย์ และอายุสัญญามากกว่า 10 ปี  กฏหมายอนุญาตให้หักได้ไม่เกิน 100,000 บาท

    ลักษณะของการประกันแบบสะสมทรัพย์นั้น มีลักษณะคล้ายการฝากเงินกับธนาคาร แต่วัตถุประสงค์หลักของการประกันชีวิตยังคงเป็น การคุ้มครองชีวิต ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นแก่ผู้เอาประกันจนถึงแก่ชีวิต คนข้างหลังจะได้รับเงินชดเชยและเงินปันผล

    สมมุติว่า นาย ก. ได้ซื้อประกันแบบสะสมทรัพย์ทุนประกัน 1,000,000 บาท และต่อมานาย ก. ได้เสียชีวิตโดยที่เบี้ยประกันจ่ายไปเพียง 1 ปี เท่านั้น ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินชดเชยจากทุนประกัน 1,000,000 บาท แต่ถ้า นาย ก. มีชีวิตครบสัญญา นาย ก. ก็จะได้รับเงินประกันคืนเต็มจำนวนพร้อมผลตอบแทนจำนวนหนึ่ง


  • ประกันประเภท บำนาญ กฏหมายอนุญาติให้หักได้ไม่เกิน 200,000 บาท

    ลักษณะของการประกันแบบบำนาญนั้นผู้ซื้อประกันจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันจนครบอายุของผู้เอาประกัน ซึ่งอาจจะครบอายุ 55 หรือ 60 ปีแล้วแต่สัญญา  หลังจากนี้แล้วจะได้รับเงินเป็นงวดเท่าๆ กัน ไปจนกว่าจะครบอายุสัญญาหรือผู้เอาประกันเสียชีวิต

    หรือกรณีที่ผู้เอาประกัน เสียชีวิตก่อนครบครบอายุสัญญา ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ จะได้ เงิน มูลค่าปัจจุบัน ของจำนวนเงินบำนาญ

    ประกันแบบบำนาญนี้เมื่ออายุของผู้เอาประกันครบ 55 หรือ 60 ปีแล้ว จึงจะได้เงินบำนาญ แต่ในช่วงรับเงินบำนาญจะไม่มีการคุ้มครองในส่วนของการเสียชีวิตอีก
หมายเหตุ: การซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีนั้น เมื่อรวม 2 แบบแล้วต้องไม่เกิน 300,000 หัก เงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฏหมายกำหนด


Credit:

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สิ่งแรกที่ควรรู้เกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายคือเงินได้พึงประเมินมีอะไรบ้าง

"เงินได้พึงประเมิน"

คือ เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ เงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษีได้แก่


  1. เงินที่ได้รับจริง
  2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เช่น ที่ดินมรดก
  3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เช่น ได้รางวัลไปต่างประเทศจากบริษัทจะถูกคำนวณเป็นเงินและรวมในรายได้
  4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
  5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
ปีภาษีใดๆ คือวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม

หากเงินได้เกิดขึ้นในปีใดก็ให้ยื่นแบบแสดงรายการในปีนั้นและต้องยื่นแบบฯ ให้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไปซึ่งปกติยื่นปีละครั้ง

ยกเว้นเงินได้บางลักษณะที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการสำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ตอนกลางปีให้ทันภายในเดือนกันยายน ของทุกปี เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน,เงินได้จากวิชาชีพอิสระ, การรับเหมา, ธุรกิจ การพาณิชย์

และกฎหมายแบ่งผู้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ฯ ออกเป็นหน่วย เรียกว่า "หน่วยภาษี" ดังนี้

  1. ผู้มีรายได้เป็นบุคคลธรรมดาใครก็ตามที่มีรายได้โดยไม่เลือกว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือ คนชรา,คนไทยหรือชาวต่างชาติ หากเงินได้นั้นถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด และเงินได้นั้นไม่เข้าข่ายที่ได้รับการยกเว้นภาษี ล้วนมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ประกอบไปด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตามกฎหมายถือเป็นหน่วยภาษีแยกต่างหากจากบุคคลธรรมดาผู้เป็นหุ้นส่วน ต่างกันตรงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญมุ่งค้าหากำไร จากการประกอบกิจการ แต่คณะบุคคลมิได้มุ่งค้าหากำไร

  3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษีหมายถึงบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้พึงประเมินและได้เสียชีวิตระหว่างปีภาษี การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีนี้ ให้ยื่นในนามผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปีภาษี

  4. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกรณีที่บุคคลธรรมดาได้เสียชีวิตโดยมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้แบ่งในปีถัดจากปีที่เสียชีวิตและทรัพย์สินนั้นมีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น เมื่อทรัพย์สินนั้นยังไม่ได้แบ่งให้กับทายาทหรือผู้รับมรดก เงินได้ที่เกิดขึ้นในภายหลังนั้นต้องเสียภาษีในกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

  5. วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน หมายถึงกิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการหรือการอื่น ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีวิถีชีวิตและความผูกพันร่วมกัน และรวมตัวกับประกอบกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัวชุมชนและระหว่างชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

เกณฑ์เงินได้พึงประเมินและแบบแสดงรายการที่ต้องยื่นเสียภาษี

money flower
  • ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้ประเภท เงินเดือน ค่าจ้าง ใช้แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.91 ในการยื่นเสียภาษีประจำปี

    • คนโสดไม่มีสามีหรือภริยา(ตามกฎหมาย)และมีรายได้ในปีที่ผ่านมาเกิน 50,000 บาท
    • ผู้มีเงินได้ที่สมรสแล้ว สามีหรือภริยามีเงินได้พึงประเมินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายรวมกัน ในปีที่ผ่านมาเกิน 100,000 บาท

  • ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(8) ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่ใช่ เงินเดือน ค่าจ้าง ใช้แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90 หรือผู้ที่มีเงินได้ประเภทเงินเดือน,ค่าจ้างและยังมีเงินได้พึงประเมินตามมาตราอื่นๆ ก็ใช้ ภ.ง.ด.90 ในการยื่นเสียภาษี

    • คนโสดไม่มีสามีหรือภริยา(ตามกฎหมาย)และมีรายได้ในปีที่ผ่านมาเกิน 30,000 บาท
    • ผู้มีเงินได้ที่สมรสแล้ว(สามีหรือภริยามีเงินได้พึงประเมิน)ในปีที่ผ่านมาเกิน 60,000 บาท

  • กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่แบ่งเกิน 30,000 บาท
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเกิน 30,000 บาท
  • ผู้มีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้ว่าเมือคำนวณแล้วจะเสียภาษีหรือไม่เสียภาษีก็ตาม
เมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนด ควรจะรู้ว่า เราควรเสียภาษีในนามใดและต้องใช้แบบแสดงรายการภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง การปฎิบัติไม่ถูกต้องจะทำให้เสียเวลากับการตามแก้ปัญหาในภายหน้า