Search

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Function INT แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Function INT แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

ตัดเศษด้วยฟังก์ชัน TRUNC กับ INT

ตัดเศษด้วยฟังก์ชัน TRUNC กับ INT

การทำงานของฟังก์ชัน TRUNC นั้น คล้ายกับการทำงานของฟังก์ชัน INT  คือ ส่งกลับค่าที่เป็นจำนวนเต็ม

ต่างกันแค่วิธีตัดเศษ ซึ่งการเลือกใช้ ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าต้องการ รูปแบบของผลลัพท์ อย่างไร

ข้อแตกต่างของ TRUNCกับ INT
  1. ฟังก์ชัน TRUNC จะลบจำนวน ที่เป็นเศษส่วนออกและถ้าใช้ค่าที่เป็นลบ เช่น TRUNC (-2.5) ฟังก์ชัน จะส่งกลับค่า -2
  2. ฟังก์ชัน INT จะปัดเศษขึ้น เป็นจำนวนเต็มที่ใกล้ที่สุด โดยยึดค่าของเศษส่วน เป็นหลัก เมื่อมีการใช้ตัวเลขลบ เช่น INT( -2.5) จะส่งกลับค่า -3 เพราะเป็นตัวเลข ที่น้อยกว่า
  3. ฟังก์ชัน TRUNC กำหนดจำนวนทศนิยมได้ ในขณะที่ ฟังก์ชัน INT ทำไม่ได้
ไวยากรณ์ฟังก์ชัน TRUNC

=TRUNC (number,num_digits)

  • number   คือตัวเลขที่คุณต้องการตัดเศษทิ้ง
  • num_digits   คือจำนวนที่ใช้ระบุความแม่นยำของการตัดเศษ ซึ่งมีค่าเริ่มต้นคือ 0 (ศูนย์)

ไวยากรณ์ฟังก์ชัน INT

=INT (number)

  • number คือจำนวนจริงที่คุณต้องการปัดเศษเพื่อให้เหลือเป็นจำนวนเต็ม

ตารางตัวอย่าง
Row Column
A
B
C
D
E
1 ข้อมูล
1.2
4.8
-5.3
-8.8
2 แทนค่า INT
=INT(B1)
=INT(B1+C1)
=INT(D1/B1)
=INT(E1)
3 ผลลัพท์ INT
1
6
-5
-9
4 แทนค่า TRUNC
=TRUNC(B1-C1)
=TRUNC(C1,2)
=TRUNC(D1-C1)
=TRUNC(E1*B1)
5 ผลลัพท์ TRUNC
-3
4.80
-10
-7

อธิบายการใช้ฟังก์ชัน INT กับ ฟังก์ชัน TRUNC จากตารางข้างบน
  1. เมื่อตัวเลขเป็นด้านบวก ทั้งสองฟังก์ชันจะตัดเศษออก และให้ผลลัพท์เหมือนกัน
  2. ถ้าตัวเลขเป็นด้านลบ ทั้งสองฟังก์ชันจะแสดงผลที่ต่างกัน INT ปัดเศษ แต่ TRUNC ตัดเศษ
  3. B1+C1 = 6 เมื่อผลลัพท์เป็นจำนวนเต็มก็ไม่มีการตัดเศษ ซึ่งทั้งสองฟังก์ชันจะให้ผลลัพท์เท่ากัน
  4. INT(E1) = -9 เพราะ E1 = 8.8, ฟังก์ชัน INT ปัดเศษเป็น -8 แต่ถ้าเป็น TRUNC(E1) จะได้ผลลัพท์เป็น -9
  5. D1/B1 = -4.41666666666667 ฟังก์ชัน INT ปัดเศษเป็นเลขจำนวนเต็มที่ใกล้ที่สุด คือ -5
  6. B1-C1 = -3.6 ฟังก์ชัน TRUNC ตัดเศษ ให้เหลือเลขจำนวนเต็ม คือ -3
  7. D1-C1 = -10.1 ฟังก์ชัน TRUNC ตัดเศษ ให้เหลือเลขจำนวนเต็ม คือ -10
  8. TRUNC(C1,2) = 4.80 กำหนดทศนิยม 2 ตำแหน่งให้กับฟังก์ชัน TRUNC ถ้าไม่กำหนดผลลัพท์จะได้ 4

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การใช้ IF กับ INT หาเงินทอนแบบแยกแบงค์แยกเหรียญ

การใช้ฟังก์ชัน IF กับ INT คำนวณเงินทอนหรือแลกเงินด้วยจำนวนธนบัตรและเหรียญเท่าที่จำเป็น





เรื่องใกล้ตัวที่บางครั้งก็ลืม อย่างการทอนเงินลูกค้า ซึ่งปัญหาที่แคชเชียร์มักเจอกันบ่อยๆ คือ ทอนเงินเกิน,ทอนผิด เพราะวันๆ ก็จับแต่เงินคนอื่น แต่พอหายขึ้นมากลับกลายเป็นเงินของเราเองซะงั้น
จากตัวอย่างรูป Figure A เป็นการ
หาเงินทอนแยกแบงค์แยกเหรียญ ด้วยโจทย์ดังนี้
  • ยอดรับเงิน 2,000 (เซลล์ C2)
  • หักค่าสินค้า 1,067.50 (เซลล์ D2)
  • เหลือเงินที่ต้องทอนให้ลูกค้า 932.75 (เซลล์ E2)

Figure A-calculate give change at least coins and bills needed
Figure A
จุดประสงค์ของการคำนวณเงินทอนก็เพื่อใช้คัดแยกเหรียญและธนบัตรให้เหลือจำนวนที่น้อยที่สุดในการทอนเงินแต่ละครั้ง ดังนั้นสูตรที่ใช้จึงเกี่ยวพันกันทุกประเภทเหรียญ/ธนบัตร และเนื่องจากหน่วยเงิน 1000 บาท เป็นรายการสุดท้ายของตาราง ดังนั้นสูตรชุดนี้จึงเหมือนกับรันย้อนขึ้นจากด้านล่าง

ฟังก์ชันที่ใช้กับตารางนี้มี 2 ฟังก์ชัน
  1. ฟังก์ชัน IF กำหนดเงื่อนไข
  2. ฟังก์ชัน INT ปัดเศษทศนิยมออก ไวยากรณ์ INT คือ INT(number)
Logic การใช้ IF ของสูตรชุดนี้ คือ ถ้าเงินที่ต้องทอนหักหน่วยเงินแล้วมากกว่า, เป็นจริง-ใช้ INT ปัดเศษผลลัพท์ จากเงินทอนรวม หักหน่วยเงินที่ใหญ่กว่า แล้วจึงคูณหน่วยเงิน ,ไม่จริง-เป็นศูนย์

RowColumn
B
C
D
E
F
1
รับเงิน
ค่าสินค้า
เงินทอน
2
2,000.00
1,067.25
932.75
    ส่วนต่างๆ ของตารางแสดงสูตร โดยตำแหน่งคอลัมท์และแถวที่ใช้ (กำหนดจาก FigureA)
  1. หน่วยเงิน (column C)แยกประเภทของเหรียญและธนบัตร เช่น เหรียญ 25 สตางค์, เหรียญ 5 บาท, ธนบัตรใบละ 50 บาท, ธนบัตรใบละ 100 บาท เป็นต้น
  2. สูตรในคอลัมท์เงินทอน แสดงการใช้ฟังก์ชัน ของ column E
  3. เงินทอน/บาท(column E) แสดงผลลัพท์ที่คำนวณได้
B C E F
3 หน่วยเงิน สูตรในคอลัมท์เงินทอน เงินทอน/
บาท
จำนวน
4 สต. 0.25 =IF($E$2-$E5>$C4,INT(($E$2-SUM($E5:$E$14))/C4)*$C4,0) 0.25 1
5 สต. 0.50 =IF($E$2-$E6>$C5,INT(($E$2-SUM($E6:$E$14))/C5)*$C5,0) 0.50 1
6 บาท 1 =IF($E$2-$E7>$C6,INT(($E$2-SUM($E7:$E$13))/C6)*$C6,0) 0
7 บาท 2 =IF($E$2-$E8>$C7,INT(($E$2-SUM($E7:$E$14))/C7*$C7,0) 2 1
8 บาท 5 =IF($E$2-$E9>$C8,INT(($E$2-SUM($E9:$E$14))/C8)*$C8,0) 0
9 บาท 10 =IF($E$2-$E10>$C9,INT(($E$2-SUM($E10:$E$14))/C9)*$C9,0) 10 1
10 บาท 20 =IF($E$2-$E11>$C10,INT(($E$2-SUM($E11:$E$14))/C10)*$C10,0) 20 1
11 บาท 50 =IF($E$2-$E12>$C11,INT(($E$2-SUM($E12:$E$14))/C11)*$C11,0) 0
12 บาท 100 =IF($E$2-$E13>$C12,INT(($E$2-SUM($E13:$E$14))/C12)*$C12,0) 400 4
13 บาท 500 =IF($E$2-$E14>$C13,INT(($E$2-SUM($E14:$E$14))/C13)*$C13,0) 500 1
14 บาท 1000 =IF($E$2>$C14,INT($E$2/$C14)*$C14,0) 0
15 รวมเงินทอน 932.75 10
จากภาพ Figure A และตารางตัวอย่าง
column F เป็นผลคำนวณหาจำนวนเหรียญ/ธนบัตร ที่ต้องทอนให้กับลูกค้า ในขณะที่ column E เป็นการคำนวณหาเงินทอนตามมูลค่าของเหรียญ/ธนบัตร ความแตกต่างของสองคอลัมท์นี้ มีเพียงแค่ตัวคูณของหน่วยเงินเท่านั้น คือ ตัวคูณมูลค่าของเหรียญหรือ ธนบัตร (ในที่นี้คือ คอลัมท์ C)
หมายเหตุ
  • ในเซลล์ E4 : =IF(E2-E5>C4,INT((E2-SUM(E5:E14))/C4)*C4,0)
  • ในเซลล์ F4 : =IF(E2-E5>C4,INT((E2-SUM(E5:E14))/C4),0)
  • ในคอลัมท์ C ที่เป็นค่าของเหรียญหรือธนบัตร หากใช้ custom format cells เราสามารถใส่หน่วย "สต." หรือ "บาท" ได้พร้อมทั้งแทนค่าในสูตรด้วยได้เลย โดยไม่ต้องแยกหน่วยที่คอลัมท์ B
  • ตารางที่แสดงด้านล่างได้เพิ่มหน่วยเงิน 2 บาทเข้าไป