Search

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ living life แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ living life แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

ใช้ชีวิตในความศิวิไลซ์

Kao Wong Pra Chan, Lopburi
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีงานที่ลพบุรีต้องรีบตีรถออกแต่เช้ามืด ฟ้าก็มืดจริงๆ ช่วงฤดูหนาวปลายปีเวลากลางคืนยาวนานกว่าตอนกลางปี แต่จริงๆ ไม่อยากเรียกว่าหน้าหนาวเลย เพราะอากาศแปรปรวนสุดๆ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น แถมมีฝนบางระยะอีก
อากาศในต่างจังหวัดดีกว่ากรุงเทพฯ อยู่มาก อาจเพราะความศิวิไลซ์สุดโต่ง ทำให้อากาศในกรุงเทพมันเสียไปแล้ว การได้ไปทำงานต่างจังหวัดก็เหมือนกับการทำงานและชาร์จแบตพร้อมกัน  แต่จะดีมากถ้าหายตัวได้เพราะไม่ต้องขับรถให้เหนื่อย
1000 steps of Kao Wong Pra Chan at Lopburi Province

เส้นทางหลักที่ใช้ออกจากกรุงเทพฯ คือทางโทลเวย์นี่แหล่ะ ไม่เข้าใจจริงๆ ค่าโทลเวย์มันจะแพงไปไหน พื้นถนนบนนั้นก็ไม่ได้เรียบดีเด่นอะไรสักเท่าไรเลย มีดีอย่างเดียวที่รถไม่มาก(ไม่เหมือนช่วงน้ำท่วม ติดซะ ห้าชั่วโมง)
จากโทลเวย์ก็ตรงเข้าสายเอเชีย ไปบางปะหันแล้วเข้าแยกเจ้าปลูก เส้นนี้เป็นทูเวย์แล้วก็คดเคี้ยวได้สุดใจจริงๆ นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเส้นทางใกล้สุดจะไม่วิ่งเลยทางสายนี้ มีเสียก็มีดีตรงที่รถไม่เยอะ ถนนโล่งขับรถไปชมวิวไป
ทางสายนี้เป็นเส้นทางน้ำไหลผ่าน บางหมู่บ้านเคยเป็น หมู่บ้านแก้มลิงมาแล้วจึงมีถนนเสียหายบางช่วง แต่ตอนที่ไปเขาใช้หินกรวดเททับไว้พอวิ่งได้อยู่ แต่ไม่ควรเร็วเกิน 20 ปลอดภัยสุด อนาคตน่าจะวิ่งได้ปกติ (จะว่าไปก่อนจะมีถนนเสียหายเพราะน้ำท่วม พื้นถนนเรียบกว่ากรุงเทพฯนะ)
พบคนที่ลพบุรี หลายๆ คนนะที่น้ำท่วมซ้ำไปซ้ำมาแล้วหลายครั้ง ซ่อมบ้านมาก็หลายหน แต่เขาดูไม่ท้อเลย ถามว่าพี่รู้สึกยังไง เขาก็ตอบว่า”มันช่วยไม่ได้ อยู่ที่ไหนก็ต้องมีเรื่องให้ทน” เออก็เห็นจะจริงนะ อยู่ที่ไหนก็มีเรื่องให้ทนกันทั้งนั้น เรื่องที่ทำให้ต้องทน มีอยู่ทั่วไปจริงๆ นะแหล่ะ

BTS skytrain in Bangkok one of new civilization
อย่างที่เห็นๆกัน คนกรุงเทพฯนี่ชีวิตมันรีบเร่งทุกอย่าง พ่อแม่ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนกินข้าวกันในรถเลยเขียว รถติดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ยังไม่สว่างเลย มองไปบนรถไฟฟ้าก็มีผู้โดยสารรอกันแล้ว คิดดูว่าชีวิตเด็กๆ ยุคศิวิไลซ์ นี่ต้องตื่นกันแต่กี่โมง ฝึกเรื่องความอึดถึกทน กันแต่เด็กเลย
เพื่อนที่เป็นคนสกลนคร เคยเล่าให้ฟังว่า ชีวิตตอนมันเป็นเด็กลำบาก เพราะครอบครัวจนมาก แต่ละวันๆ ได้กินแต่ปลาปิ้ง ปลาย่าง ฟังแล้วก็คิดในใจว่า ดีนะเนี่ยที่มันอยู่ต่างจังหวัด ยังมีปลาให้กิน ถ้าอยู่กรุงเทพฯ มันคงต้องกินมาม่าอย่างเดียว

แต่จะว่าไปการใช้ชีวิตในความศิวิไลซ์แห่งกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ก็มีข้อดีหลายอย่างเช่น สิ่งอำนวยความสะดวกครบซะทุกอย่าง ถนนหนทางที่มากมาย (อาจมีแนวโลกพระจันทร์บ้าง), รถโดยสารหลายประเภท, เรือโดยสาร, รถไฟฟ้าทั้งบนดินใต้ดิน ทำให้เดินทางไปได้ไกลและเร็วกว่า, อินเตอร์เน็ต หรือ Wifi ที่ทำให้เราเลือกรับข่าวสารหรือจับจ่ายซื้อสินค้า คุยกับเพื่อน ชนิดที่เรียกว่าได้ในทันที, ห้างสรรพสินค้ามากมาย จะเลือกซื้อ หรือตรวจสอบราคา ก็มีตัวเลือกให้ได้ดั่งใจ ฯลฯ  มีชีวิตมีความเพรียบพร้อมและสุขสบายมากขึ้น เรียกได้ว่ามีทุกอย่าง
สิงที่ความศิวิไลซ์ไม่มีก็คงเป็นความไม่มีทั้งหลาย เช่น ไม่มีโจรเต็มเมือง, ไม่มีการข่มขืน, ไม่มีหนี้บานเบอะ, ไม่ต้องอิจฉาใคร, ไม่มีคอรัปชั่น, ไม่มีการฆาตกรรม, ไม่มีสงคราม, ไม่มีค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ไม่ต้องเผชิญกับโรคร้ายที่เพิ่มมากขึ้น ชีวิตก็ง่ายเหมือนกันไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องปวดหัว ไม่ต้องดิ้นรนจนเกินไป ฯลฯ

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

The secret of Living life-หนังสือสุดยอดเดอะซีเคร็ต

"ชีวิตเหมือน ช็อคโกแลต ในกล่อง ที่คุณไม่เคยรู้เลยว่า chocolate ชิ้นที่เราเลือกหยิบขึ้นมากิน เป็นแบบไหน" จากเรื่อง “Forrest Gump”
pick up your favourite chocolate

ไม่น่าเชื่อว่า คำพูดอัจฉริยะ จากคนที่เหมือนปัญญาอ่อน อย่าง Gump นั้นเป็นความจริงเรื่องหนึ่งทีเดียว เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า chocolate ชิ้นไหนเป็นแบบไหน แต่ล้วนแล้ว เป็นเราเองที่เลือกแต่ละชิ้นด้วยความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ

ถ้าวันนี้เรายังเลือก ช็อคโกแลต ที่เราพอใจได้ แล้วทำไมเราถึงจะไม่เลือกมันล่ะหลายๆ ครั้ง การตัดสินใจ หรือ การเลือกอะไรสักอย่างในชีวิต มาจากปฐมเหตุ คือ สิ่งที่เรียกว่า"ทัศนคติ" และนั่นทำให้เรามองปัญหาเป็น ภูเขา หรือ เนินเขา ความยากหรือง่าย ไม่ว่าเรื่องใด เป็นเพราะมุมมองที่เรามองออกไปว่าเป็น เรื่องยาก หรือเรื่องง่าย

ด้วยพลังแห่งความคิด และความเชื่อ หรือ เป็นความลับของจักรวาล อย่างที่ หนังสือ “สุดยอดเดอะซีเคร็ต" ได้กล่าวถึง กฎการทำงานระหว่างจิตใจมนุษย์กับ กฎแห่งจักรวาล ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจโลกในแง่มุมใหม่ ไม่ใช่ด้วยกฎทางฟิสิกส์ แต่ด้วย “ภูมิปัญญาโบราณ

The Secret of Life


ในหนังสือกล่าวถึง การที่เราต่างได้เรียนรู้กันมาถึง กฎทางฟิสิกส์หรือ กฎทางวัตถุ คือ เมื่อโยนลูกแอปเปิลขึ้นไปในอากาศ มันก็จะตกลงมายังพื้นโลกตามกฎของแรงโน้มถ่วงนั่นเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ เพราะแรงดึงดูดของโลก ที่ตรึงทุกสิ่งไม่ให้ล่องลอยไปในอวกาศ

แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่า ด้วยจิตใจของคนเราก็สามารถสร้างแรงดึงดูดได้เช่นกัน การที่จิตใจเรา"คิดและมุ่งหวังอย่างจริงจัง“ ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งในระดับจิตสำนึก หรือจิตใต้สำนึก นั่นหมายถึงจิตใจเรากำลังสร้าง “แรงดึงดูด” ดึงเอาสิ่งที่คิดหวังไว้ให้เข้ามาหา ตาม “กฎแห่งแรงดึงดูด” อันเป็นกฎธรรมชาติแห่งจักรวาล

นี่เองที่ทำให้ผู้ที่ “คิด” และ “เชื่อ” ว่าตนเองจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย เจริญรุ่งเรือง ได้รับความรัก หรือจะหายป่วยจากโรคร้ายแรงที่หมดทางรักษา ก็สามารถเป็นไปตามนั้นได้จริงๆ ซึ่งต่างจากผู้ที่ไม่เคยคิดหรือไม่เคยเชื่อในตัวเองแบบนั้นเลย

หากลองคิดดู การที่เรามุ่งมั่นและตามล่าฝันในสิ่งที่เรามุ่งหวัง อย่างจริงจัง อาจเรียกได้ว่า เป็นความศรัทธาต่อความฝัน และความหวังนั้นๆ   และเมื่อเราเกิดศรัทธา ทั้งความคิดและความเชื่อ คงต้องถูกฝังลงในจิตใต้สำนึกอย่างแน่นหนา จึงไม่แปลก ที่ตัวเราเองจะต้องเกิดการเรียนรู้ เพื่อจะได้ดำเนินวิถีชีวิตในรูปแบบที่เรามุ่งหวังจะเป็น

ตัวอย่าง ถ้าเราอยากเป็นคนที่มีอนาคตที่ดีขึ้น มีฐานะดีขึ้น แน่นอนที่เราต้องพยายามเรียนรู้ ว่าเราควรรู้สิ่งใดบ้างนอกจากสิ่งที่เรารู้ในวันนี้ เราต้องเลือกศึกษาและเรียนรู้สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเราไปในทางที่เราอยากเป็น เราต้องหาเครื่องมือต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเราเองเพื่อให้เกิดผลแบบนั้น

เพราะคงเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะเดินบนความสำเร็จที่มุ่งหวัง โดยที่เรายังไม่ได้มีความสามารถเพียงพอ ที่จะยืนอยู่ ณจุดนั้น...

คุณว่าถูกไหม และนั่นอาจหมายถึง ความลับของกฎแห่ง “สุดยอดเดอะซีเคร็ต”