Search

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเงินๆ ทองๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเงินๆ ทองๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลดภาษีด้วยการซื้อประกันชีวิต

กับคำถามที่ว่าการซื้อประกันชีวิตเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดใช่หรือไม่?
ถ้าให้ตอบตามความคิดส่วนตัว คือ ไม่ใช่เลย

เพราะอย่างไรก็ตาม ดอกผลที่ได้จากการประกันชีวิตไม่ได้สูงเลย เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นทุน โดยเฉพาะถ้าเป็นการลงทุนระยะยาว

แต่การประกันชีวิตมีคุณสมบัติหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดขายกว่าการลงทุนอื่นๆ ตรงที่มีการคุ้มครองความเสี่ยง

ซึ่งถ้าผู้ซื้อประกันเกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น ขณะที่ยังชำระค่างวดประกันไม่ครบ ทายาทที่อยู่ด้านหลัง ก็ยังได้รับเงินทุนประกันตามกรมธรรม์

และในขณะเดียวกันการซื้อประกันก็สามารถนำเบี้ยที่ชำระทุนประกันมาลดหย่อนภาษีในปีนั้นๆ ได้อีกด้วย

แบบประกันที่นำมาหักลดหย่อนภาษีได้มีอยู่ 2 แบบหลักๆ ซึ่งกฏหมายกำหนดไว้ไม่เท่ากัน

Must make it until payday-picture from pinterest.com
credit photo: pinterest.com
  • ประกันแบบสะสมทรัพย์ และอายุสัญญามากกว่า 10 ปี  กฏหมายอนุญาตให้หักได้ไม่เกิน 100,000 บาท

    ลักษณะของการประกันแบบสะสมทรัพย์นั้น มีลักษณะคล้ายการฝากเงินกับธนาคาร แต่วัตถุประสงค์หลักของการประกันชีวิตยังคงเป็น การคุ้มครองชีวิต ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นแก่ผู้เอาประกันจนถึงแก่ชีวิต คนข้างหลังจะได้รับเงินชดเชยและเงินปันผล

    สมมุติว่า นาย ก. ได้ซื้อประกันแบบสะสมทรัพย์ทุนประกัน 1,000,000 บาท และต่อมานาย ก. ได้เสียชีวิตโดยที่เบี้ยประกันจ่ายไปเพียง 1 ปี เท่านั้น ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์จะได้รับเงินชดเชยจากทุนประกัน 1,000,000 บาท แต่ถ้า นาย ก. มีชีวิตครบสัญญา นาย ก. ก็จะได้รับเงินประกันคืนเต็มจำนวนพร้อมผลตอบแทนจำนวนหนึ่ง


  • ประกันประเภท บำนาญ กฏหมายอนุญาติให้หักได้ไม่เกิน 200,000 บาท

    ลักษณะของการประกันแบบบำนาญนั้นผู้ซื้อประกันจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันจนครบอายุของผู้เอาประกัน ซึ่งอาจจะครบอายุ 55 หรือ 60 ปีแล้วแต่สัญญา  หลังจากนี้แล้วจะได้รับเงินเป็นงวดเท่าๆ กัน ไปจนกว่าจะครบอายุสัญญาหรือผู้เอาประกันเสียชีวิต

    หรือกรณีที่ผู้เอาประกัน เสียชีวิตก่อนครบครบอายุสัญญา ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ จะได้ เงิน มูลค่าปัจจุบัน ของจำนวนเงินบำนาญ

    ประกันแบบบำนาญนี้เมื่ออายุของผู้เอาประกันครบ 55 หรือ 60 ปีแล้ว จึงจะได้เงินบำนาญ แต่ในช่วงรับเงินบำนาญจะไม่มีการคุ้มครองในส่วนของการเสียชีวิตอีก
หมายเหตุ: การซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีนั้น เมื่อรวม 2 แบบแล้วต้องไม่เกิน 300,000 หัก เงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฏหมายกำหนด


Credit:

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สิ่งแรกที่ควรรู้เกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายคือเงินได้พึงประเมินมีอะไรบ้าง

"เงินได้พึงประเมิน"

คือ เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ เงินได้ที่เกิดขึ้นในปีภาษีได้แก่


  1. เงินที่ได้รับจริง
  2. ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เช่น ที่ดินมรดก
  3. ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เช่น ได้รางวัลไปต่างประเทศจากบริษัทจะถูกคำนวณเป็นเงินและรวมในรายได้
  4. เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้
  5. เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
ปีภาษีใดๆ คือวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม

หากเงินได้เกิดขึ้นในปีใดก็ให้ยื่นแบบแสดงรายการในปีนั้นและต้องยื่นแบบฯ ให้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไปซึ่งปกติยื่นปีละครั้ง

ยกเว้นเงินได้บางลักษณะที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการสำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ตอนกลางปีให้ทันภายในเดือนกันยายน ของทุกปี เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน,เงินได้จากวิชาชีพอิสระ, การรับเหมา, ธุรกิจ การพาณิชย์

และกฎหมายแบ่งผู้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ฯ ออกเป็นหน่วย เรียกว่า "หน่วยภาษี" ดังนี้

  1. ผู้มีรายได้เป็นบุคคลธรรมดาใครก็ตามที่มีรายได้โดยไม่เลือกว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือ คนชรา,คนไทยหรือชาวต่างชาติ หากเงินได้นั้นถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด และเงินได้นั้นไม่เข้าข่ายที่ได้รับการยกเว้นภาษี ล้วนมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ประกอบไปด้วยบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตามกฎหมายถือเป็นหน่วยภาษีแยกต่างหากจากบุคคลธรรมดาผู้เป็นหุ้นส่วน ต่างกันตรงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญมุ่งค้าหากำไร จากการประกอบกิจการ แต่คณะบุคคลมิได้มุ่งค้าหากำไร

  3. ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษีหมายถึงบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้พึงประเมินและได้เสียชีวิตระหว่างปีภาษี การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในกรณีนี้ ให้ยื่นในนามผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปีภาษี

  4. กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกรณีที่บุคคลธรรมดาได้เสียชีวิตโดยมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้แบ่งในปีถัดจากปีที่เสียชีวิตและทรัพย์สินนั้นมีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น เมื่อทรัพย์สินนั้นยังไม่ได้แบ่งให้กับทายาทหรือผู้รับมรดก เงินได้ที่เกิดขึ้นในภายหลังนั้นต้องเสียภาษีในกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

  5. วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน หมายถึงกิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการหรือการอื่น ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีวิถีชีวิตและความผูกพันร่วมกัน และรวมตัวกับประกอบกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัวชุมชนและระหว่างชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

เกณฑ์เงินได้พึงประเมินและแบบแสดงรายการที่ต้องยื่นเสียภาษี

money flower
  • ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้ประเภท เงินเดือน ค่าจ้าง ใช้แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.91 ในการยื่นเสียภาษีประจำปี

    • คนโสดไม่มีสามีหรือภริยา(ตามกฎหมาย)และมีรายได้ในปีที่ผ่านมาเกิน 50,000 บาท
    • ผู้มีเงินได้ที่สมรสแล้ว สามีหรือภริยามีเงินได้พึงประเมินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายรวมกัน ในปีที่ผ่านมาเกิน 100,000 บาท

  • ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(8) ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ไม่ใช่ เงินเดือน ค่าจ้าง ใช้แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90 หรือผู้ที่มีเงินได้ประเภทเงินเดือน,ค่าจ้างและยังมีเงินได้พึงประเมินตามมาตราอื่นๆ ก็ใช้ ภ.ง.ด.90 ในการยื่นเสียภาษี

    • คนโสดไม่มีสามีหรือภริยา(ตามกฎหมาย)และมีรายได้ในปีที่ผ่านมาเกิน 30,000 บาท
    • ผู้มีเงินได้ที่สมรสแล้ว(สามีหรือภริยามีเงินได้พึงประเมิน)ในปีที่ผ่านมาเกิน 60,000 บาท

  • กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่แบ่งเกิน 30,000 บาท
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเกิน 30,000 บาท
  • ผู้มีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้ว่าเมือคำนวณแล้วจะเสียภาษีหรือไม่เสียภาษีก็ตาม
เมื่อมีเงินได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนด ควรจะรู้ว่า เราควรเสียภาษีในนามใดและต้องใช้แบบแสดงรายการภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง การปฎิบัติไม่ถูกต้องจะทำให้เสียเวลากับการตามแก้ปัญหาในภายหน้า

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การขอเงินคืนโครงการรถยนต์คันแรก

โค้งสุดท้ายกับโครงการรถยนต์คันแรก

การยื่นเอกสารขอใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรก

  1. การยื่นเอกสารเพื่อขอใช้สิทธิ์และการขอรับสิทธิ์รถยนต์คันแรก ต้องดำเนินการด้วยตนเอง หรือไม่ก็มอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทนได้

  2. เมื่อเอกสารครบสามารถยื่นเอกสารเพื่อขอใช้สิทธิ์ได้ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่/พื้นที่สาขา ทั่วประเทศ

  3. กรมสรรพสามิตจะเริ่มดำเนินการก็ต่อเมื่อผู้ยื่นคำขอใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรกมีเอกสารครบถ้วนตามที่ได้มีการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น ดังนั้นควรรวบรวมเอกสารให้ครบแล้วไปยื่นดำเนินการขอรับสิทธิ์

  4. หากยังได้รับเอกสารไม่ครบถ้วนก่อนวันสิ้นสุดโครงการฯ ไม่สามารถยื่นเอกสารได้ทันตามกำหนดเวลาก็จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ในโครงการฯ นี้ได้

  5. หากรับมอบรถยนต์แล้ว ไม่นำเอกสารมาส่งเพิ่มเติมภายใน 90 วัน นับถัดจากวันรับมอบรถยนต์ จะถือว่าหมดสิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรก และจะเรียกร้องสิทธิ์ฯ และค่าเสียหายใด ๆ กับทางราชการไม่ได้

  6. การยื่นเอกสารเพื่อขอใช้สิทธิ์นั้น ต้องทำภายในวันที่ 16 ก.ย. 2554 - 31 ธ.ค. 2555 แต่เอกสารหลักฐานต้องครบถ้วนตามแบบคำขอฯ และไม่จำเป็นต้องรอให้ครอบครองรถไปแล้วมากกว่า 1 ปี


เอกสารที่ต้องใช้ยื่นขอใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรก

  1. สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนของผู้ซื้อรถ(ผู้ใช้สิทธิ์รถคันแรก)

  2. หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนภายใน 5 ปี ดาวน์โหลดหนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนรถยนต์คันแรก
    • ความหมายของผู้ให้เช่าซื้อ/ผู้ขาย ในหนังสือสละสิทธิ์การโอนฯ คือผู้ที่มีอำนาจลงนามแบ่งเป็นกรณีเช่าซื้อและซื้อเงินสด
      1. กรณีเช่าซื้อ ผู้ลงนามคือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทให้สามารถลงนามผูกพันแทนบริษัทได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อจะเป็นผู้กำหนด
      2. กรณีซื้อเงินสด ผู้ขาย(โชว์รูม) ไม่ต้องลงนามแต่อย่างใด เพราะกรรมสิทธิ์ได้ตกไปสู่ผู้ซื้อแล้ว
    • กรณีปิดไฟแนนซ์ก่อนยื่นคำขอใช้สิทธิ์ เช่น วันที่ 1 พ.ย. 54 ซื้อรถยนต์โดยวิธีเช่าซื้อ วันที่ 1 ก.พ. 55 นำเงินไปปิดกับผู้ให้เช่าซื้อ (Finance) และโอนกรรมสิทธิ์เป็นของผู้เช่าซื้อ ยื่นคำขอใช้สิทธิ์ วันที่ 1 มี.ค. 55 หนังสือยินยอมสละสิทธิ์การโอนไม่จำเป็นต้องให้ผู้ให้เช่าซื้อเซ็นต์เนื่องจากกรรมสิทธิ์ได้ตกเป็นของผู้เช่าซื้อแล้ว แต่ผู้เช่าซื้อต้องถือครองรถยนต์ต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 5 ปี
    Pickup

  3. หลักฐานการซื้อขาย หมายถึงเอกสารหลักฐานที่แสดงว่ามีการซื้อขายรถยนต์ เช่น
    • สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเงินดาวน์ หรือสำเนาใบเสร็จรับเงินชั่วคราว
    • สำเนาใบกำกับสินค้า/ใบกำกับภาษี
    • สำเนาใบเสร็จรับเงินค่างวดงวดแรก หรือสำเนาใบรับเงิน

  4. กรณีเช่าซื้อ
    • ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเงินดาวน์มาแสดงเป็นหลักฐานได้
    • สำเนาใบเสร็จรับเงินค่างวดงวดแรกเพื่อเป็นหลักฐานประกอบในการยื่นเอกสารแทน
    เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบหลักฐาน เช่น ชื่อ-นามสกุลของผู้ขอใช้สิทธิ์, ชื่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ, และเลขที่สัญญาเช่าซื้อให้ตรงกับหลักฐานที่ปรากฎตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ขอใช้สิทธิ์ได้ยื่นมาพร้อมกัน (รายละเอียดของรถยนต์ปกติจะอยู่ในสำเนาสัญญาเช่าซื้อ)

  5. เอกสารใบเสร็จรับเงิน/สัญญาซื้อขาย/สัญญาเช่าซื้อ ให้ใช้เป็นตัวสำเนาไม่จำเป็นต้องใช้ตัวจริงและผู้ซื้อรับรองสำเนาถูกต้อง

  6. หากเอกสารหลักฐานการซื้อขายรถยนต์ ไม่ครบถ้วน (ใบเสร็จรับเงิน/ใบจอง/สัญญาซื้อขาย/เอกสารการรับมอบรถยนต์) จัดการได้ 2 กรณี
    • ซื้อเงินสด-ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินหรือสำเนาซื้อขายและสำเนาเอกสารการรับมอบรถยนต์
    • กรณีเช่าซื้อ-ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาเอกสารการรับมอบรถยนต์

ผู้ที่มีสิทธิ์ซื้อรถในโครงการรถยนต์คันแรก

    People over 21 years old can get right of the first car project
  1. ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป นับจากวันที่เริ่มจองรถ ตามเงื่อนไขการขอใช้สิทธิ์ซึ่งการซื้อนั้นเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ทำสัญญาว่าจะซื้อหรือการจองรถ ดังนั้นหากผู้ยื่นคำขอมีอายุไม่ถึง 21 ปี นับตั้งแต่วันเริ่มจองรถก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ในโครงการนี้

  2. ผู้ซื้อที่อายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถใช้สิทธิ์ได้ เนื่องจากไม่ขัดกับเงื่อนไขที่ได้มีการกำหนด

  3. ผู้ที่ไม่ได้เสียภาษีบุคคลธรรมดามีสิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกเช่นเกัน เนื่องจากเงื่อนไขในแบบคำขอใช้สิทธิ์ไม่ได้กำหนดไว้

  4. ชาวต่างชาติที่ไม่มีบัตรประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ เพราะการเข้าร่วมโครงการฯ ได้หรือไม่นั้นต้องใช้เอกสารบัตรประชาชนเป็นหลักฐานในการอ้างอิงด้วย

  5. ผู้สนใจเข้าโครงการรถยนต์คันแรกสามารถตรวจสอบสิทธิ์ โดยการสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลการครอบครองรถยนต์

  6. หากผู้ซื้อเป็นกรรมการบริษัท/สหกรณ์จะยังคงสามารถใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯได้ หากว่าผู้ขอใช้สิทธิ์ฯโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยครอบครองรถยนต์มาก่อน

  7. สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสหากคนใดคนหนึ่งเคยครอบครองรถมาแล้ว ในกรณีนี้ถ้าผู้ซื้อและขอใช้สิทธิ์ฯยังไม่เคยมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์กับทางกรมการขนส่งทางบกก็สามารถใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการนี้ได้ เนื่องจากการใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล และวัตถุประสงค์หลักของโครงการตามนโยบายของรัฐบาล คือการช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ไม่เคยครอบครองรถมาก่อน

  8. การทำสัญญากู้ร่วมสามารถทำได้ แต่หากผู้กู้ร่วมเคยมีชื่อครอบครองรถมาก่อนแล้ว การกู้ร่วมไม่สามารถทำได้เนื่องจากการกู้ร่วมนั้นจะถือว่าบุคคลที่มีชื่ออยู่ในสัญญาเป็นผู้ครอบครองรถด้วย แต่ในกรณีการค้ำประกันนั้นสามารถทำได้แม้ผู้ค้ำประกันจะเคยครอบครองรถมาก่อนก็ตาม

  9. บริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ เนื่องจากเงื่อนไขกำหนดเฉพาะบุคคลที่มีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น

  10. เคยครอบครองรถก่อนปี 2549 ไม่มีสิทธิ์ เข้าร่วมโครงการฯ เนื่องจากรถที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรถคันแรกของผู้ซื้อเท่านั้น

  11. โครงการนี้เป็นการจ่ายเงินตามสิทธิ์โดยถือจำนวนตามค่าภาษีสรรพสามิตตามที่จ่ายจริงสำหรับรถยนต์ใหม่คันแรกเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากซื้อรถมือสองก็จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้

  12. โชว์รูมขายรถยนต์ใหม่ให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ (Finance) ต่อมาบริษัทผู้ให้เช่าซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าวต่อให้แก่ผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวที่ซื้อจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อไม่ถือว่าเป็นรถยนต์ใหม่คันแรก

  13. โครงการนี้ไม่มีการกำหนดจำนวนของรถที่จะเข้าโครงการฯ แต่มีการกำหนดระยะเวลาคือตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2554 – 31 ธ.ค. 2555

  14. ผู้ที่ใช้สิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว จะยังคงมีสิทธิ์ในโครงการบ้านหลังแรก เพราะโครงการทั้งสองเป็นโครงการที่แยกจากกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือให้โอกาสแก่ประชาชน ดังนั้น หากแม้เข้าร่วมในโครงการใดโครงการหนึ่งก็ยังสามารถเข้าร่วมอีกโครงการหนึ่งได้

  15. ข้อมูลสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ที่ต้องการเข้าร่วมในโครงการรถยนต์คันแรกสามารถตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไขในการขอใช้สิทธิ์วิธีการดำเนินการ ยี่ห้อ/รุ่นรถยนต์ และจำนวนเงินที่ได้รับได้ผ่านทางเวปไซต์ของกรมสรรพาสามิตในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก http://www.excise.go.th

เรื่องอื่นๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับรถยนต์คันแรก

City Car
  1. เกณฑ์รถยนต์คันแรก คือ รถยนต์นั่งกระบอกสูบไม่เกิน 1500 CC หรือ รถกระบะ Pickup / กระบะสี่ประตู Double Cab (รถกระบะไม่จำกัด CC)

  2. เงื่อนไขการขอใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรก ต้องเป็นรถยนต์ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท/คัน จากราคาขายปลีกไม่รวมดอกเบี้ยที่เกิดจากการเช่าซื้อ

  3. รถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการได้ต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น ดังนั้นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นที่ได้รับการช่วยเหลือด้านภาษีนำเข้าเพื่อทดแทนรถยนต์น้ำท่วม ตามมติคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรถยนต์คันแรกได้

  4. กรณีของรถยนต์น้ำท่วมที่เป็นการเช่าซื้อและยังผ่อนชำระยังไม่ครบ/ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนและขอใช้สิทธิ์ซื้อรถยนต์ใหม่ได้ แต่แจ้งหยุดใช้รถยนต์ตลอดไปเนื่องจากถูกน้ำท่วมที่กรมการขนส่งทางบกหรือขนส่งจังหวัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง (Finance) ต้องเป็นผู้แจ้ง

  5. สำหรับเงื่อนไขโครงการนี้ คือผู้ซื้อต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี เว้นแต่กรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนด ไม่ได้หมายถึงต้องผ่อนชำระกับทางผู้ให้เช่าซื้อเป็นเวลา 5 ปี จะสามารถผ่อนชำระนาน/สั้นกว่า 5 ปีได้ เพราะการผ่อนชำระเป็นสิทธิ์ตามแต่ที่ได้มีการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อ

  6. ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ก่อนครบกำหนดระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรการรถยนต์คันแรก และมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยรถยนต์น้ำท่วม ข้อ 1.8 หมายถึงการเปลี่ยนแปลงบริษัทที่เช่าซื้อ (Refinance)

  7. กรณีซื้อรถยนต์เป็นเงินสด ต่อมานำรถคันดังกล่าวไปทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทไฟแนนซ์ สิทธิ์ในโครงการรถยนต์คันแรกไม่สูญเสียไป หากการทำสัญญาเช่าซื้อนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองรถยนต์

  8. โครงการนี้เป็นการจ่ายเงินตามสิทธิ์โดยถือจำนวนตามค่าภาษีสรรพสามิตตามที่จ่ายจริง ซึ่งรถแต่ละชนิดเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ต่างกัน และแต่ละรุ่นมีการยื่นแบบชำระภาษีเป็นจำนวนเงินไม่เท่ากัน และนั่นก็เป็นเหตุให้รถแต่ละชนิดได้รับเงินจากการใช้สิทธิ์ไม่เท่ากัน

  9. หากต้องการขอยกเลิกการใช้สิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือขอยกเลิกอย่างเป็นทางการ
Credit: ข้อมูลการตอบคำถามจากเวปไซต์ของกรมสรรพาสามิตในโครงการรถยนต์ใหม่คันแรก เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ศูนย์ประสานงานการขอใช้สิทธิ์ฯและสำนักงานสรรพสามิตทั่วประเทศ https://firstcar.excise.go.th สายด่วน 1713 หรือ 0-2241-5600-19 ต่อ 54001-54005 วันจันทร์ - ศุกร์ ในเวลาราชการ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานกับดักชีวิตของมนุษย์เงินเดือน

The Money Traps

ชีวิตคนบางคนอาจเริ่มต้นที่การติดลบคือมีภาระหนี้สินก่อนที่จะสร้างรายได้ คุณอาจนึกไม่ออก ขอยกตัวอย่าง ครอบครัวที่มีภาระหนี้สินบ้าน,รถ หรือ เกิดเหตุต้องสูญเสียเงินจำนวนมากในการรักษาความเจ็บป่วย ย่อมส่งผลให้ลูกซึ่งเป็นเด็กและยังเรียนไม่จบต้องช่วยรับผิดชอบกับหนี้สินเหล่านั้น




เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เป็นไปได้มากที่เด็กคนนี้จะเรียนไม่จบเพราะต้องออกมาทำงานก่อน และเมื่อเรียนไม่จบ งานที่เขาจะทำได้ก็เป็นพนักงานชั่วคราว (Casual worker) รับรายได้เป็นวัน(wages) ซึ่งรายได้น้อยมาก

ในขณะที่เขายังมีภาระเกี่ยวกับหนี้สิน สิ้นเดือนเมื่อได้รับเงินก็แบ่งส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือก็เพียงพอแค่การใช้จนสิ้นเดือน แล้วก็รอรับเงินเดือนใหม่ ชีวิตเขาจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ ผ่านไปปีแล้วปีเล่า
และผลจากการที่เขาทำงานหลายปี เขาได้พัฒนาจากเป็นพนักงานประจำตำแหน่งเล็กๆ และจากรับรายได้รายวันก็เปลี่ยนเป็นรับรายได้แบบเงินเดือน นั่นยิ่งทำให้เขาเรียนรู้ว่าการที่วุฒิการศึกษาน้อยโอกาสจะก้าวหน้าได้รับเงินเดือนมากๆ เป็นเรื่องยาก แม้ว่าจะทำงานขยันอย่างไร เพราะตลอดเวลาทีผ่านมาคนที่จบสูงๆ เข้ามาทำงานได้ก้าวข้ามเขาไปคนแล้วคนเล่า แต่อย่างน้อยการเป็นมนุษย์เงินเดือนก็เป็นเพียงหนทางเดียวที่เขาคิดออกตอนนี้ ทำให้เขาพยายามเจียดรายได้ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสะสมไว้เป็นทุนสำหรับการศึกษาต่อ
Bangkok Eye


เขาไตร่ตรองอยู่นานจึงเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัยเปิด เพราะการเรียนต่อภาคค่ำ ต้องใช้เงินและเวลามากพอสมควร เพราะช่วงเวลาเลิกงานตอนเย็นเป็นเวลาที่รถติดมากใครๆ ก็รู้  ดังนั้นหากเขาเรียนภาคค่ำเขาต้องรีบออกจากสำนักงานเพื่อไปให้ทันเรียน ซึ่งจะทำให้หัวหน้างานมองว่าไม่ใส่ใจงาน แต่ถ้าเขาออกช้าก็จะเกิดค่าใช้จ่ายพิเศษในการเดินทางทุกเย็น และภาวะของเขาก็ไม่ได้อำนวยที่จะทำแบบนั้น

การเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเปิดค่าหน่วยกิจไม่แพง ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายเพราะสามารถเลือกเรียนจำนวนรายวิชาตามที่เขาสามารถจ่ายไหว และดาวน์โหลดวิดีทัศน์(Vdo)มาดูการสอนของอาจารย์หลังเลิกงาน เพราะเขาเชื่อว่าคงไม่มีโอกาสเข้าเรียนในคลาสแน่นอน
Building in the city
กว่าจะเรียนจบก็ผ่านมา 6 ปี ไม่ใช่เขาไม่ขยัน แต่เวลากับเงินมันไม่อำนวย การเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดต้องใช้ลูกอึดมากสำหรับคนที่ทำงานไปเรียนไป เขาเอาวุฒิการศึกษาไปยื่นที่บริษัทฯ เพื่อขอปรับรายได้ให้สูงขึ้น

แต่เงินเดือนที่ได้ปรับมันแทบไม่คุ้มกับเวลา 6 ปี และความทนทรมานที่สูญเสียไปสักเท่าไหร่
เวลาที่มีในแต่ละวันก็หมดไปกับงานและการอ่านหนังสือหลังเลิกงาน และถ้าอยากได้รายได้ต่อเดือนสูงขึ้นอีก เขาก็ต้องเรียนเพิ่มขึ้นเพื่อให้วุฒิสูงขึ้นอีก ชีวิตเขาวนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่เขาจะเลือกอะไรได้ในเมื่อทุกๆ บริษัทก็เป็นแบบนี้
ชีวิตเขายังคงดำเนินต่อไป หน้าที่การงานดีขึ้น แต่เพราะเวลาที่ผ่านมาเงินเฟ้อมันเพิ่มอยู่ทุกปี และรายได้ที่อุตสาห์ดั้นด้นเพื่อให้ได้มาก็ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างใจหวัง แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาสามารถเคลียร์หนี้สินเดิมของครอบครัวได้ นานวันเข้าเขาก็รับรายได้สูงขึ้น และเขาก็พบอีกว่าภาษีสังคมและภาษีที่ส่งให้รัฐ (TAX)ก็เพิ่มมากเป็นเงา

และเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายด้านภาษี เขาซื้อบ้านหลังใหญ่ขึ้นซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองเพราะบ้านใหม่ในเมืองแพงมาก แต่เพราะการอยู่นอกเมืองการใช้รถเป็นเรื่องจำเป็นมาก จากรถคันเล็ก 1 คัน ก็จำเป็นต้องซื้อรถคันใหญ่เพิ่มอีก 1 คันเพื่อรองรับลูก 2 คนที่โตขึ้น และชีวิตที่ผ่านมาของเขาผ่านความยากลำบากมา เขาจึงพยายามส่งลูกให้เล่าเรียนในโรงเรียนที่คาดหวังว่า เมื่อลูกโตขึ้นจะได้อยู่ในสังคมที่ดี ซึ่งแน่นอนว่าโรงเรียนแบบนี้ ค่าเล่าเรียนก็แพงลิบลิ่ว ถึงตอนนี้เขารู้ว่าตัวเองมีพันธะที่จะผิดพลาดไม่ได้เลย เขาจึงซื้อประกันชีวิต ด้านหนึ่งเพราะต้องการลดภาษี และอีกด้านหนึ่งเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น แต่หากต้องการประกันความเสี่ยงเขาจำเป็นต้องซื้อทุนสูงๆ ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะรายได้ของเขาตอนนี้ถูกตรึงอยู่ด้วยสิ่งที่เขาสร้างไว้เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนต่างๆ

ถึงวันนี้ดูเหมือนชีวิตเขาดีขึ้นมาก แต่อีกมุมหนึ่ง เขาติดกับดักชีวิตเข้าให้อย่างจัง! เขาปลดหนี้ของครอบครัวปฐมได้ แต่กลับมาเป็นหนี้กับครอบครัวตัวเอง เขาแค่รู้สึกว่า พลาดไม่ได้ ความเครียดและความกดดันที่เคยหายไปก็ย้อนกลับมาสู่ชีวิตเขาอีกครั้ง ราวกับว่าทุกอย่างมันคือประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ชีวิตแบบนี้คือคำตอบของชีวิตเขาจริงหรือ?


วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีทำให้เงินงอกเงย


เมื่อคนเรามีเงินเก็บสักจำนวนหนึ่่ง ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ต้องการให้เงินนั้นงอกเงยเติบโตหรือเรียกว่า"ใช้เงินไปทำงาน"เพื่อตามความฝันของตัวเอง,ครอบครัว,ความฝัน หรือคนที่เรารัก และการทำให้เงินงอกเงยก็มีหลายวิธีซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของแต่ละคน
,
  • ฝากธนาคาร ยอมรับอัตราดอกเบี้ยและรูปแบบตามที่ธนาคารกำหนด ข้อดีคือความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนวิธีอื่นๆ แต่อัตราดอกเบี้ยมักไม่ได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ นั่นแหล่ะที่ทำให้เงินฝากไม่ได้งอกเงยอย่างแท้จริง
  • ซื้้อสลากออมสิน ได้ดอกผลบ้างแต่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยธนาคารอื่นๆ ดึงดูดด้วยการลุ้นรางวัลใหญ่ แต่ก็เหมือนกับการซื้อหวย คือต้องเป็นคนมีดวงจริงๆ ถึงจะได้เงินรางวัลพิเศษพวกนั้น บางช่วงเวลาสลากออมสินไม่มีดอกเบี้ยเลย เหมือนเอาเงินไปให้คนอื่นยืม
  • Money and flowers
  • ซื้อกองทุน วิธีนี้เป็นที่นิยมพอสมควรเพราะไม่ต้องลงเงินเป็นจำนวนมากๆ ในคราวเดียว ผลตอบแทนก็ตามที่ผลกำไรจากการลงทุนในตลาดต่างๆ ของผู้บริหารกองทุน
  • ลงทุนในหุ้นกู้เมื่อมีการประกาศขายหุ้นกู้ ซึ่งทำให้เรามีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้น
  • ซื้อทองคำ,เหรียญโบราณ หรือของสะสมบางอย่างก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมากเช่นกัน เพียงแต่ต้องใช้เวลาและช่วงจังหวะที่เหมาะสมในการซื้อและขาย
  • ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้คนอื่นเช่า วิธีนี้ต้องลงทุนสูงตอนต้น และรีเทิร์นที่ได้ก็ขึ้นอยู่ว่ามีคนเช่าหรือไม่ ให้ผลตอบแทนช้าค่อยเป็นค่อยไปแบบน้ำซึมบ่อทราย และจะช้ำใจนักถ้าไม่มีคนเช่าเลย
  • ลงทุนในตลาดทุน หรือ ที่เรียกว่าซื้อหุ้น ซึ่งต้องศึกษางบการเงิน เหตุที่สะท้อนราคาหุ้น ปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลกระทบต่อความผันผวนของราคา และอุปนิสัยเจ้าของหุ้นตัวนั้นๆ หุ้นแพงไม่ได้หมายความว่าดี และหุ้นดีก็ไม่ใช่ว่าต้องถูก ราคาขึ้นไม่ได้หมายถึงหุ้นตัวนั้นจะขึ้น ราคาลงไม่ใช่ว่าหุ้นตัวนั้นจะทำให้เราขาดทุน
  • ลงทุนในตลาดฟิวเจอร์หรือตลาดล่วงหน้า เป็นวิธีที่ทำให้เงินงอกเงยและหดหายได้อย่างรวดเร็ว เป็นการลงทุนแบบเครื่องบินเจ็ทของการลงทุนเลยทีเดียว
  • นำเงินไปลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เปิดร้าน,เปิดบริษัท อาจเป็นธุรกิจที่รักและอยากทำหรือมีความถนัดก็แล้วแต่ ซึ่งข้อดีของการเป็นนิติบุคคลคือสามารถหักค่าใช้จ่ายจริงก่อนจึงชำระภาษี ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาต้องนำรายได้รวมคำณวนภาษีโดยค่าใช้จ่ายที่หักก่อนเป็นเพียงค่าใช้จ่ายประมาณการเท่านั้น ถึงแม้การทำธุรกิจมีข้อดีแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจ
Sheep land - Pakchong's Attractions


การรับรู้และเรียนรู้ที่ได้รับตั้งแต่วัยเยาว์ จากพ่อแม่,ญาติผู้ใหญ่,ครู รวมทั้งสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก จะถูกเก็บเข้ากล่องเครื่องมือส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งจะส่งผลต่ออาชีพและวิถีการดำเนินชีวิตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

แล้วเครื่องมือแบบไหนที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ?
F4ZJWJHZZ7YC

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

4 กฎทองที่ทำให้ประสบความสำเร็จ 4 Golden Tips to Success

เคยมีคนบอกว่า การเริ่มต้นงานทุกงานต้องเริ่มจากการฝืนและฝืนเพื่อให้ทำได้ต่อไป ต้องทนให้ได้ ถึงทนไม่ได้ก็ต้องทน เพราะเมื่อผ่านไปถึงจุดที่เรียกว่าชินนั่นแหละ คือการก้าวสู่ย่านของความสำเร็จเบื้องต้นแล้ว แล้วคุณว่าทฤษฎีนี้มันจริงรึเปล่า?
หนังสือหรือบทความเกี่ยวกับทฤษฎี ของการทำงานให้ประสบความความเร็จมีอยู่มากมาย ซึ่งเป็นเรื่องโชคดีของเราๆ ที่ยังมีบทความดีดีที่ทำให้ได้คิด ได้แนวทาง เพื่อให้ขั้นตอนการค้นหาหนทางสู่ความสำเร็จง่ายขึ้น ไม่ต้องลองผิดลองถูกนานจนเกินไป


ซึ่งเส้นทางเดินของผู้ประสบความสำเร็จแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะมีวิธีการที่คล้ายกันแทบทุกคน และเมื่อลองศึกษาดูจะพบว่าเป็นไปตามคำสอนของศาสนาพุทธบทหนึ่งซึ่งเป็นข้อความง่ายๆ ไม่กี่ข้อ
เป็นเคล็ดลับที่ไม่ยาก แต่ทำไม่ง่าย คือใช้คุณธรรม 4 ข้อ เป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ ถ้าหวังความสำเร็จในเรื่องอะไร ต้องทำทุกข้อให้สมบูรณ์ อย่างที่เรียกว่าอิทธิบาท 4 ซึ่งมีความหมายว่า ฐานแห่งความสำเร็จ

กฎทองคำ 4 ข้อหรือหัวใจหลักของอิทธิบาท 4

Buddha
  1. ฉันทะ รักในสิ่งที่ทำ รักในงานที่ทำ ถ้าเรารักงานที่ทำ เราจะทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่มีใครอยากทำงานที่ไม่ชอบ ความพอใจในเนื้องานของแต่ละคนก็ต่างกัน บางคนชอบงานคิดคำณวนประมาณการยากๆ บ้างชอบติดต่อสื่อสาร หรือบางคนไม่ชอบสุงสิงกับใครขอนั่งคิดคนเดียว
    ตอนเริ่มงานใหม่ๆ จะยังไม่รู้ตัวว่ารักจะทำงานอะไร แต่เมื่อผ่านไปสักพัก ก็จะเจอว่าตัวเองอยากทำอะไร เมื่อค้นหาตัวเองเจอก็พยายามเลือกทำงานที่ตัวเองพอใจ เพื่อให้เกิดฉันทะในงาน
  2. วิริยะ พากเพียร เมื่อได้ทำงานที่รักอยากจะทำ ความพากเพียรหรือความพยายามอย่างสุดๆจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องบิ๊ว หรือเกิดความอึด ถึก ทน โดยไม่ต้องพยายาม ซึ่งคำว่า วิริยะ ยังมีความหมายถึงความกล้าหาญอยู่ด้วย ต้องคอยระลึกอยู่เสมอว่า ถ้าความสำเร็จได้มาโดยง่าย แล้วจะมีใครที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ

  3. จิตตะ เอาใจใส่ฝักใฝ่ ไม่ละทิ้งเป้าหมายที่มุ่งหวังไว้ ไม่ทำเป้าหมายหล่นกลางทาง ไม่หลงลืมวัตถุประสงค์ ไม่สนใจในคำสบประมาทของใคร มีสมาธิกับสิ่งที่ทำอยู่อย่างเต็มที่
    ลองคิดถึง กาลิเลโอ กับ ทฤษฎีโลกกลม, ผู้พันแซนเดอร์ กับ สูตร ไก่ทอด เคเอฟซี, สตีฟ จ๊อปส์ กับ แอปเปิ้ล  ทุกคนที่กล่าวถึงนี้ พวกเขาไม่เคยละทิ้งเป้าหมาย ถึงแม้ว่าตอนแรกทุกสิ่งไม่ได้สวยงามอะไรเลย
  4. วิมังสา มีความหมายของคำว่าปัญญา หมั่นสอดส่องในเหตุผลและผลที่จะไปสู่ความสำเร็จ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องทำให้รู้ลึกซึ้งมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา
เคล็ดลับสู่ความสำเร็จนั้นไม่ยาก แต่ทำไม่ง่าย บางครั้งบางเวลาเราอาจ หลง,ลืม,ทด,ท้อ ในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่สำเร็จอย่างที่ใจหวัง เพียงแต่ถ้าเรายังไม่ ถอย ทุกสิ่งก็ยังก้าวต่อไป
Life like drive on the Express Way
ประเด็น คืองานที่เราเลือกนั้นเราฝืนใจเลือกหรือไม่ ถ้าเราเลือกทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ ข้ออื่นๆ อาจจะไม่เกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดบางข้อ แต่เป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ หรืองานที่เราเลือกนั้นเราไม่ถนัด และเลือกเพียงเพราะอยากตามเพื่อน หรือตามสมัยนิยม ก็อาจทำให้เรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก เพราะนั่นหมายถึงเรายังไม่เข้าใจแม้แต่ตัวเราเอง

เมื่อต้นธารแล้งน้ำ ปลายธารย่อมเหือดแห้ง

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

ใช้บัตรเครดิตยังไงให้คุ้มที่สุด How to use credit card wisely

ใช้บัตรเครดิตให้เป็น ใช้ให้คุ้มที่สุด

การซื้อของผ่านบัตรเครดิตนั้น เป็นวิธีชำระค่าสินค้า โดยมีบุคคลอยู่ 3 ฝ่าย คือ ตัวเรา ร้านค้า และบริษัทบัตรเครดิตหรือธนาคาร

ซึ่งหาก มีความผิดพลาดเกิดขึ้นภายหลัง อย่างน้อย เราก็ในกรณีที่ใบเสร็จหายเรายังใช้สำเนาการชำระ ด้วยบัตรเครดิตเป็นหลักฐาน ในการทวงถาม เราอาจเพิกถอน หรือ ยกเลิกการชำระได้ หากว่าเกิดการบิดพลิ้ว หรือเกิดความผิดปกติ กับรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในขณะที่หากชำระด้วยเงินสด เราจะท้วงทวงถามอะไรได้ยากกว่า


headche

บัตรเครดิตเป็นอำนาจการจับจ่าย ที่นำเงินจากอนาคตมาใช้ ณ ปัจจุบัน จึงเปรียบได้เหมือนอาวุธมีคม ซึ่งหากใช้ถูกวิธีก็กลายเป็นเครื่องมือที่ดี และหากใช้ไม่เป็น ก็บาดมือให้เกิดแผลเป็นมากมายเช่นกัน


ข้อดีหลายๆ อย่างของบัตรเครดิต นั้นตีคู่ขนานกับข้อเสียหลายๆ ข้อเหมือนกัน และโดยเฉพาะถ้าไม่เข้าใจถึงศักยภาพของบัตรเดรดิตดีพอ ทำให้ไม่รู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้อง สิ่งสำคัญที่สุดคือ วินัยการชำระเงิน บัตรเครดิตมีไว้เพื่อให้เกิดความสะดวกในหลายๆ เรื่อง มีคุณสมบัติคล้ายเงิน แต่ไม่ใช่เงิน เมื่อใช้แล้วไม่ใช่แค่เงินหมดไป แต่เป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ ดังนั้น ภาระหนี้สินจึงเกิดทันที


ใช้บัตรเครดิตอย่างไรให้คุ้มที่สุด ด้วยผลประโยชน์ที่มีมากับบัตรเครดิต

  • Credit Card
    สิ่งที่เราได้ประโยชน์จากบัตรเครติด
    คือ รอบระยะเวลาการชำระค่าบัตร ซึ่ง โดยทั่วไปรอบการชำระเงินอยู่ในราว 45-55 วัน มีอยู่ 2 ธนาคารที่รอบระยะเวลายาวมาก คือ ยูโอบี ราว 55 วัน และ เอชเอสบีซี ราว 50 วัน นอกนั้น รอบการชำระเงินจะสั้นกว่านี้ (ไม่ได้มาเชียร์เขานะ แต่ใช้อยู่ ก็เลยทราบเรื่องนี้ แต่อีกหน่อยไม่ทราบว่า เอชเอสบีซี จะเหมือนเดิมมั้ยเพราะต่อไป เอชเอสบีซี จะเปลี่ยนเป็นของ แบงค์กรุงศรีฯ )
    จากจุดนี้แหล่ะที่เราต้องจัดการให้ดี เพื่อที่จะไม่ต้องเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว

  • HSBC Credit Card
    การใช้บัตรเครดิต ควรเป็นวันแรกของรอบตัดบัญชีเดือนใหม่
    เช่น ตัดบัตรวันที่ 25 ของเดือน ก็ให้อดกลั้นไว้ไปใช้วันที่ 26 ซะ ซึ่งเป็นช่วงที่คุ้มที่สุด ด้วยระยะเวลาจ่ายเงินคืนยาวนานที่สุด

    และถ้ากลัวว่าจะเอาเงินไปจับจ่ายอย่างอื่น และไม่มีจ่ายในเดือนหน้า ก็ใช้วิธีให้ธนาคารตัดค่าบัตรเครดิตผ่านบัญชีออมทรัพย์ที่เรามีอยู่ เมื่อใช้บัตรซื้อของไปแล้ว
    ก็เอาเงินนั้นเข้าบัญชีไว้ รอให้ทางธนาคารมาตัดค่าบัตร จริงอยู่ว่าดอกเบี้ยจากออมทรัพย์น้อยจนแทบไม่ได้ แต่เราจะได้สเตทเม้นท์บัญชีที่สวยกว่าการเอาเงินสดไปซื้อ และ อนาคตเราอาจใช้ สเตทเม้นท์ทำอะไรได้อีกหลายๆ อย่าง


  • สินค้าบางอย่าง บางช่วงจะมีโปรโมชั่นผ่อน 0% ซึ่งต้องใช้คู่กับบัตรเครดิตเสมอ ถึงแม้คุณขอชำระเป็นเงินสด คุณก็ไม่ได้ส่วนลดอยู่ดี บางครั้งการผ่อนผ่านบัตร ยังได้คะแนนสะสมเพิ่มแบบทวีคูณด้วยซ้ำ การซื้อสินค้าผ่อนที่ดีที่สุดคือแบบผ่อน 0% เท่านั้น เพราะถ้าคุณต้องจ่ายดอกเบี้ย บัตรเครดิตก็ทำหน้าที่แค่ให้คุณได้ของแพงเท่านั้น
    0% payment

  • บริการชำระค่าสาธารณูปโภคของบัตรเครดิต ช่วยจ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือสาธารณูปโภค อื่นๆ ได้ตรงเวลา ซึ่งช่วยประหยัดค่าเดินทางไปชำระได้ แถมยืดเวลาออกไปได้อีกหน่อย เก็บเงินสดไว้ก่อน

  • ทุกธนาคารมักมีโปรโมชั่นโดยเก็บเป็นคะแนนเมื่อมีการใช้บัตร และคะแนนเหล่านี้ก็สามารถ แลกส่วนลดบัตรซื้อสินค้า, บัตรทานอาหาร, แลกข้าวของเครื่องใช้หลายๆ อย่างกับทางบัตรเครดิต หรือ ร้านค้าที่ร่วมรายการ และอาจสะสมคะแนนไว้สำหรับการท่องเที่ยว และยังมีรายการอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่เราจะไม่ได้ในผลประโยชน์ส่วนนี้เลย จากการจับจ่ายด้วยเงินสด



  • shopping cart pic.

  • การใช้บริการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ จะพบว่ามีวิธีการรับชำระค่าสินค้ามีหลากหลาย และส่วนใหญ่ต้องใช้บัตรเครดิตเป็นข้อมูลเพื่อสมัครใช้บริการเสมอ เคยใช้บริการของเพย์พาล PAYPAL ข้อดีคือ เมื่อเรารับสินค้าที่ไม่ตรงตามโฆษณา เราก็ส่งคืน และสามารถสั่งให้ระงับการชำระได้ทันที ถึงแม้ว่าเราได้สั่งตัดบัตรไปแล้วก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปลอดภัย สำหรับลูกค้าอย่างเราๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนการสมัครใดๆ ควรดูข้อมูลให้ดีก่อน
    shopping

  • การไปเที่ยวต่างแดน ต่างถิ่น การพกเงินสดไปมากๆ เป็นเรื่องไม่ปลอดภัยอย่างมาก บัตรเครดิตเป็นเงินพลาสติกที่พกพาง่ายและสะดวกกว่า

    ถึงแม้ว่าหากบัตรเครดิตหายก็เท่ากับเงินหายก็จริงอยู่ แต่ เรายังสามารถอายัดการใช้บัตรได้ทันที ซึ่งสามารถป้องกันผู้อื่นเอาบัตรไปใช้ได้ และโดยทั่วไป ธนาคารผู้ออกบัตร ก็มักมีบริการช่วยเหลือ สำหรับลูกค้าที่ทำบัตรหายในกรณีนี้ เช่น อาจให้เบิกวงเงินไปใช้เพื่อเดินทางต่อได้

    แต่ถ้าคุณมีบัตรกดเงินสด คุณก็สามารถกดเงินสดตามตู้เอทีเอ็มมาใช้ก่อนได้ ซึ่งข้อดีของบัตรกดเงินสด ก็คือ ไม่มีค่าธรรมเนียมการกดเงินสด มีเพียงดอกเบี้ย เมื่อคุณกลับมา ก็รีบนำเงินมาชำระซึ่งคุณจะเสียเงิน เฉพาะส่วนของดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเท่านั้น
    ไม่เหมือนกับการกดเงินสดจากบัตรเครดิต ซึ่งจะเสียทั้งค่าธรรมเนียมการกดเงินสด รวมกับค่าดอกเบี้ยอีกต่างหาก

  • นอกจากนี้ยังมีบริการที่แถมท้ายจากบัตรเครดิตอีกเช่น มีประกันชีวิตเมื่อเราแจ้งใช้บริการก่อนเดินทางไปต่างประเทศ, บริการเป็นสมาชิกพิเศษอื่นๆ เช่น เล่นฟิตเนสฟรี, ได้ส่วนลดทานอาหาร, ซื้อสินค้า ฯลฯ
    Travel in Cheq Republic

จะว่าไปตัวบัตรเครดิตเองไม่ได้เป็นตัวเริ่มข้อเสียต่างๆ เพียงแต่เป็นตัวกระตุ้นให้หลายๆ คนรู้สึกว่าการจับจ่ายซื้อของเป็นเรื่องง่าย และกล้าที่จะซื้อมากขึ้น ด้วยพลังการจับจ่ายที่เกิดจากบัตรเดรติด ด้วยแนวคิดที่นำเงินในอนาคตมาใช้ก่อน

ซึ่งอันที่จริงแล้ว การใช้บัตรเครติต เป็นเพียงวิธีที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สะดวกขึ้นเท่านั้น และการใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัย มีการชำระที่ตรงเวลา ทำให้มีประวัติเครติดที่ดี หากอนาคตต้องมีการขอสินเชื่อ เพื่ออสังหาฯ หรือ อื่นๆ ที่ต้องใช้วงเงินมากขึ้น ด้วยประวัติการบริหารเครติด และ สเตทเม้นท์ที่คุณประคบประหงมมา จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทัศนคติที่แตกต่างของคนรวยกับคนจน ใน Secret of the Millionaire Mind

Secret of the Millionaire Mind (ถอดรหัสลับสมองพันล้าน) หนังสือ ของ T.Harv Ecker ได้กล่าวถึงความคิดที่ต่างกันของคนจนกับคนรวย เพราะทัศนคติ ความเชื่อ จิตสำนึก ของคนเรา ที่ถูกสร้างขึ้น จากสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบๆ ตัวเรา ตั้งแต่เกิด และเป็นตัวตั้งต้น ให้เกิดความต่างในเรื่องแนวคิด และส่งผลต่อการเป็นคนรวย หรือ คนจน ของคนๆ หนึ่งได้


คีย์ของ สมองพันล้าน คือ สมองของมนุษย์เราทุกคน เป็นที่เก็บข้อมูล เปรียบเหมือน กล่องใส่เครื่องมือ ซึ่งเดิมนั้นว่างเปล่า  และเมื่อเราค่อยๆ เติบโตขึ้น เราก็ทยอยรับเอาเครื่องมือต่างๆ ใส่ ลงใน กล่องเครื่องมือนี้   และเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ เป็นเหมือนแผนผังการเงิน ความสำเร็จ  ที่ถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก และ เป็นตัวกำหนด วิธีการบริหารการเงินของเราโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือ มันมักอยู่ติดตัวเราไปจนตลอดชีวิต

เครื่องมือที่ทยอยบรรจุเข้ากล่องเครื่องมือเรา มาจากหลายทิศทาง ในหนังสือ บอกถึงสิ่งแรกคือ

คำพูด    ที่เคยได้ยิน อาจจากตอนเป็นเด็กๆ หรือ ได้รับฟังคำนั้นซ้ำๆ  เช่น คนรวยมักนิสัยไม่ดี เว่อ.....  แล้วตอนนี้  ก็คิดว่าคงมีหลายๆ คนเลย ที่ขยะแขยงคนรวย โดยอาจไม่รู้สาเหตุว่าทำไมด้วยซ้ำ

ข้อสอง ต้นแบบ    ลองสังเกตุดูว่า หากครอบครัวไหน ที่พ่อ หรือ แม่ เป็นคนค้าขายเก่ง ลูกๆ ก็มักหล่นไม่ไกลต้น คิดเรื่องค้าขาย ได้ อย่างมีทักษะ เป็นธรรมชาติ และครอบครัวไหนที่เป็นนักวิชาการ ลูกๆ มักเป็นแนวเดียวกัน ซึ่ง เรื่องนี้ บางครั้ง ก็อาจมีบางคน ที่ไม่เหมือนต้นแบบ หรือ ห่างจากต้นแบบ ก็เป็นได้

ข้อที่สาม คือ ความฝังใจเรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายๆ เลย เหตุการณ์ฝังใจ ทำให้คนเราเปลี่ยนทัศนคติ หรือ แนวทางการดำเนินชีวิตได้เลยทีเดียว

ประเด็นคือ เมื่อเรารู้เหตุแล้ว เราต้องแยกแยะให้ออก แล้วลองปรับเปลี่ยนสิ่งที่เราเชื่่อ ถ้าเราอยากเป็นคนประสบความสำเร็จในงาน เราต้องจัดการกับความเชื่อ หรือเครื่องมือของเราก่อน ว่า เราควรเก็บอะไรไว้ แล้วเลือกเครื่องมือชิ้นใหม่ตัวไหน แทนที่  แล้วเดินตามแผนผังใหม่ คิดและทำอย่างคนที่จะมุ่งสู่ถนนแห่งความสำเร็จ การไม่เหนื่อยที่จะเรียนรู้, เมื่อศึกษาจนเข้าใจย่อมทำให้เกิดความคิด และความคิดจะแสดงออกทางการกระทำ และผลลัพท์ย่อมเป็นไปตามการกระทำ


ต้นไม้เติบโตดีหรือไม่ดี มีผลมาจากดินที่ปลูกเสมอ
ลึกๆในใจของ หลายๆ คน อาจคิดว่าเงินไม่ได้สำคัญ ไม่ใช่ทุกสิ่ง และ บางคนอาจคิดว่าเงิน คือ ตัวปัญหา การคิดแบบนี้ ที่จริงก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่หากเราลองคิดดูว่า ถ้าเราคิดว่า คนรัก เพื่อน ฯลฯ ไม่สำคัญ ไม่ใช่ทุกสิ่ง หรือ เป็นตัวปัญหา คุณว่า เค้าเหล่านั้นยังอยากจะอยู่กับเรารึเปล่า จริงอยู่ เงินไม่มีชีวิตหรอก แต่  อะไรก็ตามที่เราเห็นว่าไม่สำคัญ การแสดงออก การกระทำ ก็จะแสดงออกในทางที่ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ หรือ ทำให้มันหมดไป
"เงินไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เงินช่วยคุณได้ ช่วยคนอื่นที่ลำบากกว่าคุณได้ "

Bill Gate
หนังสือ Secret of the Millionaire Mind

สิ่งที่น่าสนใจในหนังสือ T.Harv Eker อีกข้อคือ เขาได้กล่าวถึงจุดเล็กๆ ที่ดีมากๆ คือ เมื่อไรที่เราล้ม ผิดพลาด ไม่ว่า ในเรื่องงาน เงิน ธุรกิจ หรือ เรื่องครอบครัว  นั้นเกิดจาก " มีบางสิ่งที่เรายังไม่รู้" และ หากว่าเราสามารถแยกแยะและยอมรับได้จริงๆ ว่าเรายังรู้ไม่พอ หรือ ยังขาดความเข้าใจ สิ่งนี้แหละที่จะเป็นแรงกระตุ้น ให้เราเริ่มเรียน เพื่่อค้นหา และ นำมาปรับใช้หรือแก้ปัญหาต่างๆได้

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

นิทานแนวคิดแบบอินเดีย

cute boy

จากหนังสือของ Raghunathan ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นว่าคนอินเดีย เป็นนักคิดแก้ปัญหาเก่ง และยังส่งต่อแนวคิดดีดีให้คนรุ่นใหม่ๆ

เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ใช้ความเจ้าเล่ห์แต่เป็นวิธีคิด หาทางออก ที่เราคิดไม่ถึง ซึ่งนิทานเรื่องมันมีอยู่ว่า..


ดช.ปัญญาเป็นเด็กที่เกิดในตัวเมืองแล้วย้ายไปอยู่ในชนบท วันหนึ่งไปซื้อแพะจากชาวนาในราคา 1,000 รูปี ชาวนาก็ตกลงจะส่งมอบแพะในวันรุ่งขึ้น แต่พอถึงเวลา ชาวนาก็ไปหา ดช.ปัญญาแล้วกลับบอกว่า

ชาวนา "หนูฉันมีข่าวร้าย แพะตายไปเมื่อคืนที่แล้ว"
ปัญญา"ไม่เป็นไร คืนเงินให้ผมก็แล้วกัน"
ชาวนา"เสียใจด้วยจริงๆ ฉันใช้เงินหมดไปแล้ว" ชาวนาพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ
ปัญญา"ไม่เป็นไร ถ้างั้นเอาแพะตัวนั้นมาให้ฉันละกัน"
ชาวนา"หนูจะเอาแพะตายไปทำอะไร" ชาวนาถามด้วยความฉงน"
ปัญญา"ฉันจะเอาไปจับฉลากขาย"
ชาวนา"จับฉลาก แพะที่ตายแล้ว ใครจะซื้อ"
ปัญญา "ได้ซิ คอยดูละกัน"


ชาวนาก็มอบแพะที่ตายให้ ดช.ปัญญาไป หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน.....ชาวนาได้พบกับดช.ปัญญา จึงถามว่า

ชาวนา"ตกลงเอาแพะที่ตายไปทำอะไร"
ปัญญา"ฉันก็ทำฉลาก 500 ใบ ขายใบละ 10 รูปี แล้วบอกว่าใครดวงดีจับฉลากได้ก็ได้แพะไปเลย 1 ตัว ขายฉลากได้เงินมา 5000 บาท หักจ่ายทั้งหมดเหลือ 3990 บาท"
ชาวนา"แล้วไม่มีคนโวยวายหรือ ก็แพะตายแล้ว" ชาวนาถามด้วยความสงสัย
ปัญญา"ก็มีคนเดียว คือคนที่จับฉลากได้ และฉันก็แค่คืนเงินค่าฉลากจำนวน 10 บาทให้คนๆนั้นไป"
ในเรื่องบอกว่าต่อมา ดช.ปัญญา เติบโตและเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมาก....
เรื่องราวแบบนี้ที่คนอินเดียสอนกัน เพราะสิ่งสำคัญคือการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ ต้องเผชิญหน้าหรือคิดคำตอบโจทย์ที่ยากๆ การถ่ายทอดความรู้แบบนี้ผ่านทางการ์ตูนพื้นบ้านซึ่งขายในราคาถูกมาก ทำให้เด็กไม่ว่าจะอยู่ในรัฐที่ห่างไกลหรือยากจนก็สามารถเรียนรู้วิธีคิดผ่านสื่อเหล่านี้ได้
ต้องขอบคุณ Raghunathan ที่ได้ให้ข้อคิดดีๆ

You might also like:

ก่อกองไฟ
-------------------
เทียนไข 2 เล่ม
child and red umbrella
-------------------
เด็กน้อยร่มสีแดง

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

ชีวิต Self Employed

มีชายชาวจีนคนหนึ่ง ชื่อว่า อาชง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจากรถชน เมื่อเขาฟื้นได้สติ พบว่าตัวเองนอนอยู่ในโรงพยาบาล  อาชง จึงถาม พยาบาลว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา
"เราเสียใจด้วย คุณได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถชนที่รุนแรงมาก"
"รถชน!  รถเบนซ์ของผม! รถเบนซ์ของผม! รถผมไม่มีอะไรเสียหายใช่ไม๊”  อาชงถามเหมือนคนประสาทเสีย
"รถของคุณอยู่ในสภาพเสียหายใช้การไม่ได้ แต่นั่นยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้คุณเสียแขนซ้ายไป และเราเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้” พยาบาลตอบแสดงความเสียใจ

“ผมเสียแขนไป  โรเล็กซ์ของผม นาฬิกาโรเล็กซ์ของผม”
“ใจเย็นๆ อย่าพึ่งกังวลเรื่องนั้น ตอนนี้คุณอยู่ในสภาพที่น่าวิตกมาก และครอบครัวก็รอพบคุณอยู่”

เขาขอให้ครอบครัวเข้ามาพบ ขณะที่ทุกคนยืนล้อมเตียง เขาไล่เรียงเรียกชื่อทีละคน
“เมียที่รัก คุณอยู่ที่นี่รึเปล่า”            "ฉันอยู่ที่นี่แล้ว ฉันจะไม่จากคุณไป"
“อาตี๋ ลูกอยู่ที่นี่ด้วยใช่ไหม”            "ผมอยู่ที่นี่ครับ ผมจะไม่ทิ้งพ่อไป"
“อาหมวย ลูกก็อยู่ที่นี่ใช่ไหม           "หนูอยู่ที่นี่ค่ะพ่อ หนูจะไม่ทิ้งพ่อคะ"

"อืม....  ถ้าพวกเธอทั้งหมดอยู่ที่นี่"  อาชงพูดอย่างครุ่นคิด
แล้ว ไอ้บ้าคนไหน ที่กำลังเฝ้าร้านหา ?!!!!!



There was once an Chinese man called Ah Chong who was involved in a terrible car accident.
In the hospital, when he gained his consciousness, he called out for the nurse to know what had happened to him.
I'm very sorry, sir, but you had involved in a very bad car crash".
Car crash! My Mercedes! My Mercedes! Is my car all right?" he asked hysterically.
"Sir, your car was destroyed, but that is the least of your worries. You've lost your left arm in the crash, and we were unable to save it", she said apologetically.

"I lost my arm? My Rolex! My Rolex!"

"Sir, please calm down. That is the least of your worries. You are in a very critical condition and all your family are here to see you".

He asked for his family to be called in. As they gathered around the bed, he called for each of them.

"Wife, are you here?" "I am here husband, and I will never leave you."

"Son, are you here?" "I am here father, and I will never leave you."

"Daughter, are you here?" "I am here father, and I will never leave you."

"Well," said Ah Chong thoughtfully, "if all of you are here.

WHO THE HELL IS LOOKING AFTER THE SHOP?!!!!"